วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พระพุทธคาถาแก้รักษาโรคมะเร็ง โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ


วันพระ 15 ค่ำ ทรงศีล 8 บวงสรวงโดยใช้คำบวงสรวงของหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ
แต่งชุดขาว อธิษฐานภาวนาด้วยพระคาถารักษาโรค

พุทธังทลาย ธัมมังหาย สังฆังสูญ

พุทโธรักษา ธัมโมรักษา สังโฆรักษา


แล้วสูดลมกลั้นหายใจ 1 อึด
และภาวนาตามลมหายใจเข้าออกนึกในใจว่า

สัมพุทโธมะอะอิ ระโชหะระนัง ระชังหะระติ

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร (แหวนกันโรค-กันมะเร็ง) ลพ.วิชัย วัดถ้ำผาจม


มูลเหตุ สืบเนื่องจากเมื่อคราวสร้าง " แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล รุ่นแรก " นั้น
ได้ไปกราบขอความเมตตาจาก ลพ.วิชัย เขมิโย วัดถ้ำผาจม เชียงราย
ให้ท่านจารแผ่นยันต์เพื่อเป็นชนวนและเสกแหวนให้ด้วย
ซึ่งเมื่อท่านเห็นรูปแบบของแหวนนพสิทธิ์ฯ แล้ว ท่านชอบใจมากและปรารภให้ฟังว่า...


ตัวท่านเองมีวิชาทำแหวนและกำไลใส่กันมะเร็งได้ แต่ท่านยังไม่เคยทำแหวนให้ลูกศิษย์ได้บูชากันเลย
ท่านก็เลยขอให้ช่วยทำให้ท่านสัก 500 วงจะได้ไหมจะได้เอาปัจจัยมาช่วยสร้างโบสถ์ที่วัดท่านให้แล้วเสร็จ 


แล้วท่านก็เล่าว่า...มีลูกศิษย์ท่านคนหนึ่งเป็นฝรั่งอยู่ต่างประเทศ เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย (จำไม่ได้ว่าเป็นมะเร็งที่ใด) 
หมอที่นั่นบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน มาเจอท่านในสภาพตัวเหลือง ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก 
ท่านเห็นแล้วก็เวทนา ก็เลยนำกำไลหยกมาอธิษฐานตามวิชาให้เขาไปใส่ โดยกำชับว่าให้ใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลา 
จากที่หมดหวังอาการก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนแพทย์ที่ต่างประเทศยังแปลกใจ 
ทุกวันนี้เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ แถมอ้วนท้วนผิวพรรณดีจนเหมือนคนไม่ได้เป็นมะเร็งมาก่อน 
ชาวต่างชาติคนนี้นับถือหลวงพ่อมากและมากราบท่านเป็นประจำ 
เรียกท่านเป็น...ปาป๋า....เพราะเหมือนเป็นผู้ที่ให้ชีวิตใหม่กับเขาเลยทีเดียว

หมายเหตุ เคยสงสัยเรื่องที่หลวงพ่อบอกว่าท่านไม่เคยทำวิชานี้ (เสกหยกกันมะเร็ง) ให้กับใครเลย
ก็เลยงงว่าแล้วพวกแหวนหยก กำไลหยก ในตู้วัดของหลวงพ่อๆ ได้เสกให้กันมะเร็งได้หรือไม่
ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนท่านลงมากิจนิมนต์ที่กทม. เลยมีโอกาสได้กราบเรียนถามท่านถึงเรื่องนี้
ท่านบอกว่าท่านไม่เคยทำ นอกจากจะทำให้เฉพาะบุคคลเป็นรายๆ ไป
ก็เลยกราบเรียนหลวงพ่อว่า...ก็เห็นที่วัดตรงตู้วัตถุมงคลของวัด ที่เป็นพวกกำไลหยก แหวนหยก เขาบอกว่าหลวงพ่อเสกให้กันมะเร็งได้
ท่านก็ทำหน้างงแบบว่ามีด้วยเหรอ ดังนั้นถ้าใครบูชาจากที่วัดมาก่อนหน้านั้น ถ้าเจอหลวงพ่อก็ให้ท่านอธิษฐานเป็นหยกกันมะเร็งให้อีกทีหนึ่ง
เพราะคราวเมื่อทำแหวนนพสิทธิ์ฯ รุ่น 2 ตอนให้ท่านเสกแหวนให้ ก็มีแหวนหัวหยกอยู่ด้วยก็นึกว่าท่านเสกให้เป็นกันมะเร็งได้ด้วย
พอท่านเสกเสร็จได้กราบเรียนถามท่านว่าท่านเสกให้กันมะเร็งได้ใช่ไหมครับ
ท่านก็ว่า..อ้าวไม่บอก แล้วท่านเลยต้องเสกให้ใหม่อีกรอบหนึ่ง
สรุป ก็คือว่า การเสกหยกให้กันมะเร็งได้นั้นเป็นวิชาเฉพาะของท่าน ไม่ได้เสกแบบธรรมดาทั่วๆ ไป
ซึ่งคงมีเคล็ดการเสกเฉพาะ ถ้าไม่ขอท่านก็จะเสกให้แบบวัตถุมงคลทั่วๆ ไป

สำหรับแหวนกันโรคมะเร็งที่จะทำถวายให้หลวงพ่อวิชัยนี้ ตอนแรกกะว่าจะใช้ตัวเรือนของแหวนนพสิทธิ์ฯ เดิม แล้วมาเปลี่ยนใส่เป็นหัวหยกแทน
(หลวงพ่อวิชัยท่านจะให้ใช้หัวแหวนเป็นหัวหยก ท่านบอกว่าหยกมีคุณสมบัติในการปรับธาตุ ดูดสารพิษในตัว)
แต่หลวงพ่อวิชัยท่านต้องการให้ใช้ยันต์ประจำตัว (ยันต์หัวใจเศรษฐี...นะมีมา นะชาลีติ มะอะอุ...) ท่านใส่ไว้ในแหวน
อีกทั้งท่านยังได้เมตตาเขียนยันต์หัวใจเศรษฐีอันเป็นยันต์ครูประจำองค์ท่านให้พร้อมทั้งลายเซ็นต์เพื่อให้ใส่ไว้ในแหวนด้วย 
เลยจำเป็นต้องออกแบบแหวนใหม่ ซึ่งต้องมานั่งคิดว่าจะทำแหวนให้อยู่ในรูปแบบใดจึงจะเป็นสื่อดึงพลังด้านการรักษาโรคให้มาสถิตย์อยู่ที่แหวนได้
อีกทั้งยันต์ที่หลวงพ่อวิชัยให้มาเป็นยันต์ทางโชคลาภ (ยันต์หัวใจเศรษฐี) อีกต่างหาก ซึ่งไม่เกี่ยวกับการรักษาโรค
จึงเป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะตอนที่ออกแบบ " แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล" นั้น 
คิดว่าหมดภูมิที่จะออกแบบให้สวยไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
จนไปกราบ ลพ.วิชา วัดชอนทุเรียน ได้ไปเห็นยันต์นาคเกี้ยวที่ฝาผนังของท่าน ทำให้เกิดไอเดียขึ้นมา
ซึ่งยันต์นี้ปกติจะเป็นนาค 2 ตัวเกี้ยวกันอยู่ ก็นึกถึงบทสวดโพชฌงคปริตรขึ้นมา จึงออกแบบให้เป็นพญานาค 7 ตัวเกี้ยวกันอยู่
(ตอนที่ร่างแบบเองยังงงเองเลยว่าหางกับตัวเป็นของตัวไหน)
จึงเป็นที่มาของชื่อ แหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร

ยันต์นาคเกี้ยวนี้ หลายๆ คนเข้าใจว่ายันต์นี้ใช้ทางเสน่ห์เมตตาเพียงอย่างเดียว
แต่จริงๆ แล้วมีอานุภาพทางถอดถอนล้างคุณไสยอย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
อีกทั้งพญานาคก็ถือได้ว่าเป็นราชาแห่งสัตว์พิษทั้งมวล
โรคภัยก็เปรียบเสมือนพิษร้ายที่บันทอนทำลายชีวิต
ดังนั้นการออกแบบให้แหวนนี้มีรูปลักษณ์เกี่ยวกับพญานาคจึงถือได้ว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างลงตัว




เมื่อได้ยันต์ของหลวงพ่อมาแล้วด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งอยากได้ยันต์ที่เกี่ยวกับการป้องกันรักษาโรค
จึงได้ไปปรึกษา ท่านอาจารย์ธรรมนูญ บุญธรรม แห่งสำนักสักยันต์บัวแปดกลีบ (ท่านย่าเฒ่า) ชลบุรี
ท่านได้เมตตาเขียนยันต์กันโรคมาให้ อ่านได้ว่า
....นะมะพะทะ สัพพะโรคา วินาศสันติ....



แหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร

รูปแบบของแหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร ออกแบบมาเพื่อเน้นด้านการรักษาและป้องกันโรคโดยแท้ 
อีกทั้งยังปกป้องคุ้มภัย และเป็นโภคทรัพย์อีกด้วย 

สำหรับแหวนนี้ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำแบบไม่อุดผง เพราะเสียเวลาตรงมานั่งอุดผงนี่นานมาก
แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าให้ทำแบบแหวนนพสิทธิ์ฯ รุ่นแรก ที่พวกเราไปนั่งอุดผงกันที่กุฎิของหลวงพ่อ 

ซึ่งท่านให้ความสนใจมากถึงขนาดเดินมาดูพวกเราช่วยกันอุดผงในแหวนถึง 3 รอบ แล้วบอกว่า

" ของหลวงพ่อเอาแบบนี้เลยนะ ทำแล้วก็ต้องทำให้ดี "
เลยต้องทำให้อุดผงในแหวนได้อีกเหมือนแหวนนพสิทธิ์ฯ



ด้านข้างแหวน ทั้ง 2 ด้านเป็นรูปพญานาคเกี้ยวกันอยู่นับได้ทั้งหมด 7 ตน เพื่อให้เข้ากับบทโพชฌงคปริตร 
(โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์
ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์


ชั้นกลาง เป็นพญาเต่าเรือน แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของขนาดแหวนจึงได้แต่เพียงโครงรูปเท่านั้น 

ส่วนชั้นในสุด
• ด้านหนึ่งเป็นหม้อน้ำพระพุทธมนต์พร้อมพระไภสัชคุรุพุทธเจ้า
ด้านหลัง (ด้านในของแหวน) เป็นยันต์กันโรค ของ ท่านอ.ธรรมนูญ“ สัพพะโรคาวินาศสันติ ” และ " นะสำเร็จ "
• ด้านหนึ่งเป็นพัด ซ่อนเคล็ดวิชาพัดโบกพระสิวลีเอาไว้
ด้านหลัง (ด้านในของแหวน) เป็นยันต์หัวใจเศรษฐี (ยันต์ครู) ของ ลพ.วิชัย “ นะมีมา นะชาลีติ ”
 




ส่วนบนของแหวน ระกอบด้วยเพกาสำหรับยึดหัวแหวน 7 กลีบ แต่ละกลีบมีพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่
เพื่อคุ้มครองรักษาเรือนชะตาผู้ที่เกิดทั้ง 7 วัน 
ด้านหลังแต่ละกลีบจะมีอักขระหัวใจพระปริตร “ สะยะสะปะยะอะจะ ” กำกับอยู่ด้านหลัง 

ถัดลงมาเป็นจักรแก้วพระพุทธเจ้ามีใบจักร 16 ใบ ลงด้วยอักขระหัวใจพระคาถาพระเจ้า 16 พระองค์ 
“ นะ มะ นะ อะ นอ กอ นะ กะ กอ ออ นอ อะ นะ อะ กะ อัง ” 

ใต้หัวแหวนมีอักขระตัว “ นะ ” อยู่ 
ถัดขึ้นมาตรงแท่นที่วางหัวหยก (ลักษณะคล้ายขอบบ่อ) เป็นพระคาถาหัวใจโพชฌงคปริตร “ สะธะวิปิปะสะอุ ” ล้อมรอบ

ส่วนท้องแหวนด้านในมีธรรมจักร หัวใจโพชฌงคปริตร และลายเซ็นต์ของหลวงพ่อวิชัยอยู่

เนื่องจากแหวนนี้มีข้อจำกัดเรื่องของขนาดเพราะต้องการทำให้ผู้หญิงใส่ได้ด้วย 
จึงออกแบบให้มีขนาดเล็กกว่าแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล 
(แหวนนพสิทธิ์ฯ หัวแหวนจะขนาด 1.5 ซม. แต่แหวนสัตตภุชงค์ฯ หัวแหวนจะขนาด 1 ซม.)
ดังนั้นอักขระยันต์ต่างๆ จึงต้องหลบเอาไว้ด้านในของแหวนทั้งหมด 
อีกทั้งยังได้ประยุกต์การสร้างแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคลมาใส่ลงในแหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตรนี้ด้วย

แหวนนี้ติดต่อช่างอยู่ 3 ราย ไม่มีใครรับเลย เพราะพอย่อรูปเท่าขนาดแหวนจริงแล้ว รายละเอียดเล็กมาก
บ้างก็ว่าให้ลดพญานาคเหลือแค่ 2-3 ตัวเกี้ยวกันก็พอ สุดท้ายก็ต้องไปจบที่โรงงานเดิมที่เคยทำแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล
ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงหน่อยแต่งานก็ออกมาปราณีต แต่กว่าจะปั้นแบบเสร็จก็ปาไปเกือบปีครึ่ง
 

ค่าปั้นแบบคราวนี้แพงกว่างานปกติถึง 3 เท่าตัวเลยทีเดียว

และเนื่องจากรายละเอียดค่อนข้างมาก การแกะแบบแหวนนี้จึงต้องทำถึง 2 ขั้นตอน 

ขั้นแรกเป็นการแกะลายด้วยเลเซอร์ก่อน เพื่อให้ได้รายละเอียดมากที่สุด
หลังจากนั้นก็ส่งให้ช่างปั้นแกะลายให้เกิดมิติ สูง ต่ำ เว้า ลึก มากกว่าเดิม
และต้องปั้นแบบแยกเป็น 2 ส่วนมาประกอบกัน คือ ปั้นโครงตัวเรือนไว้ แล้วค่อยปั้นลายมาติดที่โครงแหวนอีกที



แหวนรุ่นนี้หลวงพ่อวิชัยท่านตั้งใจมากและก็เป็นดำริของท่านเอง ผมเพียงมีหน้าที่่ออกแบบและช่วยทำให้ท่านเท่านั้น
เมื่อเจอหน้าท่านๆ จะคอยถามอยู่เรื่อยๆ ว่าแหวนไปถึงไหนแล้ว
ท่านยังเมตตาบอกอีกว่าถ้าค่าใช้จ่ายมันสูงมากหมอไม่ไหวก็บอกหลวงพ่อเอาเงินหลวงพ่อก็ได้
และยังบอกอีกว่าถ้าจะหล่อเมื่อไรให้บอกท่านๆ จะเคลียร์คิวต่างๆ ลงมาหล่อด้วยตัวท่านเองเลยทีเดียว
แหวนรุ่นนี้ถือได้ว่าเป็นการทำแหวนรุ่นแรกของท่านเลยก็ว่าได้ แถมเป็นการใช้วิชาทำแหวนกันมะเร็งเป็นครั้งแรกอีกด้วย

หลายคนคงจะสงสัยว่ามันมีวิชานี้ด้วยเหรอ อย่าว่าแต่คนอื่นๆ เลย ตัวผมเองก็สงสัย
สงสัยตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินท่านเอ่ยจากปากแล้ว เลยกราบเรียนถามท่านว่ามันมีวิชานี้จริงๆ เหรอ 
ท่านก็ยืนยันด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่หนักแน่นว่าท่านมีวิชานี้จริง และกันได้จริง 
แต่พอถามลงลึกถึงรายละเอียดว่าวิชานี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ท่านไปได้วิชานี้มาจากที่ไหน หรือเรียนมาจากใคร
ท่านก็เงียบ ยิ้ม ไม่ตอบ บอกแต่ว่าให้เชื่อหลวงพ่อเหอะว่าหลวงพ่อมีวิชานี้จริง
หลังๆ ท่านถึงบอกว่าเป็นวิชาเฉพาะตัวได้จากทางสมาธิ และเกี่ยวเนื่องกับบุญกุศลเก่าที่ท่านเคยทำทานช่วยชีวิตสัตว์ไว้จำนวนมากด้วย
ถ่ายทอดให้ใครไม่ได้ ถึงได้ไปก็ทำไม่ได้

และก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าหลวงพ่อท่านได้วิชานี้มานานมากแล้ว แต่ท่านก็ไม่เคยบอกใคร
อีกทั้งแหวนหยก กำไลหยก ที่วัดท่านก็มีราคาถูกมากเมือเทียบกับการทำแหวนโลหะ
แต่ท่านกลับต้องการที่จะให้สร้างแหวนนี้ขึ้นมาโดยใช้หัวเป็นหยก แทนที่จะเสกแหวนหยก กำไลหยกให้บูชา
แสดงว่าคงจะต้องมีนัยยะบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องสั่งให้ทำขึ้นมา ไม่งั้นเอาหยกแถวๆ วัดท่านมาเสกก็ใช้ได้แล้ว

คงเป็นวาระที่จะต้องช่วยคนหมู่มากแล้วกระมัง



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : "สัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร" ปฐมกำเนิดแห่ง "แหวนกันโรค-กันมะเร็ง"


จองแหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร (แหวนกันโรค-กันมะเร็ง) ลพ.วิชัย วัดถ้ำผาจม : เปิดจองแหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร (แหวนกันโรค-กันมะเร็ง) ลพ.วิชัย วัดถ้ำผาจม

จองแหวนฯ ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 


ช่วยประชาสัมพันธ์ โดยนายเมธา (เจ้าของเวบเมตตาโฮมเพจและ Powerful health )

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หนทางการรักษาโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งจัดเป็นโรคกรรม โรคเวร สาเหตุของโรคมะเร็งมีหลายอย่าง เช่น การโกงคนอื่นหรือการโกงงบประมาณแผ่นดิน, โรคมะเ็ร็งที่เกิดจากพันธุกรรม (กรรมที่พ่อแม่ทำไว้ สามารถตกทอดถึงลุกหลานได้ ดั่งกรรมะพันธุ), การบริโภคอาหารที่เป็นบ่อเกิดของมะเร็ง ฯลฯ

หนทางการรักษาโรคมะเร็ง มีหลายวิธี เช่น

1.การไปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี มีผู้คนที่เป็นโรคมะเร็ง จำนวนหลายท่านที่ไปปฏิบัติธรรม ที่วัดอัมพวัน แล้วหายจากโรคมะเร็ง รายละเอียดไปอ่านได้ในหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ (สามารถดาวส์โหลดไปอ่านได้เลย) คลิกที่ลิ้งค์นี้ :
http://metharung.blogspot.com/2012/12/blog-post_24.html

2.ไปรักษากับอ.นงนุช รักษาโรคด้วยญาณหลวงปู่เทพโลกอุดร รายละเอียดคลิกอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ : http://powerful-health.blogspot.com/2013/10/blog-post.html 

3.ไปรักษากับแม่หมอเทวดา ท่านจะบอกว่า (ท่านจะดูด้วยญาณของท่านเอง) ท่านที่เข้ามาขอรับการรักษา เป็นโรคอะไร มีสาเหตุมาจากอะไร รายละเอียดเพิ่มเติมไปอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้ : http://powerful-health.blogspot.com/2013/04/blog-post_21.html

4.การขอเมตตาจากครูบาอาจารย์ อาทิเช่น การไปขอเมตตาบารมีกับหลวงพ่อดำ อายธัมโม รายละเอียดเพิ่มเติมมีอยู่ในหนังสือ "อ่านกรรม (เปิดทางบุญ แก้กรรม ทำให้รวย หากโลกนี้ขอพรได้จริง คงไม่มีใครจน)

5.การขอความช่วยเหลือจาก คุณหวังช่วย ไม่หวังดัง เบอร์โทร 089-1289304 เข้าดู Facebook : อ.หวังช่วย รักษามะเร็ง  

6.การขอความเมตตากับหลวงพ่อจีราวัฒน์ วัดถ้ำรูปลับแลนคร ติดต่อหลวงพ่อได้ที่เบอร์ 081-1979177

7.การรักษาโรคมะเร็ง ตำหรับของหลวงพ่อจรัญ คือ นำลูกใต้ใบทั้ง 5 กับต้นไมยราบทั้ง 5 มาต้มกินต่างน้ำ (ทั้ง 5 หมายถึง ราก, ต้น, ใบ, ดอก, และผล)

8. หมั่นสวดพระคาถา "อุณหิสสะวิชะยะคาถา" มีพุทธานุภาพมากในด้านของการมีอายุยืนและยังทำให้สุขภาพแข็งแรง (มีอยู่ในคู่มือเปลี่ยนดวง แก้ไขกรรมด้วยตนเอง) อยู่ที่หน้า 90, ดาวส์โหลด คู่มือเปลี่ยนดวง แก้ไขกรรมด้วยตนเอง 

9.หมั่นสวดพระคาถาโอสถปริตร (พระคาถาสักกัตวา) : http://powerful-health.blogspot.com/2013/05/blog-post_27.html

10.ทานยาน้ำพลูคาวหรือคาวตอง ส่วนหญ้าปักกิ่งไม่แนะนำ เพราะไม่ค่อยเห็นผล

11.ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีน้ำตาลหรือไม่หวาน เพราะมะเร็งชอบของหวาน

12.ควรทานผักหรือผลไม้ให้มาก เช่น แอปเปิ้ล แอพริคอท บาร์เล่ย์ ผลไม้รสเปรี้ยว (หรือรับประทานน้ำผักหรือน้ำผลไม้) แครอท มะเขือเทศ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง เป็นต้น

13.ไม่เครียด เพราะเวลาเครียดแล้วมะร็งจะแบ่งตัวเพิ่มขี้นง่าย

14. ส่วนการผ่าตัดหรือการทำคีโม ต้องพิจารณาด้วยตนเอง ควรไปสืบค้นข้อมูลเอง ว่าการผ่าตัดหรือทำคีโม กับการรักษาแบบชีวะจิตหรือยาแผนโบราณ แบบไหนที่ดีกว่า

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อ.นงนุช รักษาทุกโรคด้วยพลังจิต


หลวงปู่เทพโลกอุดร รักษาทุกโรคด้วยพลังสมาธิจิต


รักษาโรคด้วยพลังจิต,รักษามะเร็ง


อ.นงนุช สุระเสน
Tel. 089-693-3351 E-mail : pu_002@hotmail.com


ผมมีข่าวดีที่จะเล่าให้ฟัง
วันหนึ่งผมมีโอกาสไปทำบุญที่วัดปฏิบัติธรรม (สายป่าแห่งหนึ่ง) ได้พบเห็นการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคต่าง ๆ ด้วยพลังสมาธิจิต ผมจึงสนใจว่าเป็นใครมาจากไหนจึงเฝ้าดูอยู่หลายวัน และได้ความว่าหลวงปู่เทพโลกอุดรท่านได้ให้ญาณบารมีในการช่วยเหลือคน โดยการรักษาโรคทุกโรคให้มวลมนุษย์ อาจารย์นงนุช สุระเสน ปัจจุบันรับราชการเป็นผู้บริหารด้านการศึกษา ในจังหวัดนนทบุรี การศึกษาท่านระดับปริญญาเอก ใ้หช่วยเหลือมวลมนุษย์และสัตว์โลกด้วยพลังสมาธิจิต ผมจึงถ่ายภาพและสัมภาษณ์ผู้ที่ไปรับการรักษามาดังนี้


  
1. ลุงวิเชียรเป็นผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่หลอดคอและลามลงมาที่ปอดซึ่งได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกำแพงแสนเป็นเวลาหลายปี จนกระทั้งทางโรงพยาบาลให้ลุงวิเชียรกลับบ้านซึ่งตอนนั้นอาการหนักมาก ญาติมีความประสงค์จะให้มาเสียชีวิตทีบ้านพักและทุกคนต่างทำใจคงเป็นวาระสุดท้ายของลุงวิเชียร แต่เป็นโชคดีของลุงวิเชียรซึ่งมีบ้านพักอยู่ใกล้กับวัดแห่งนั้น จึงไปรักษากับหลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงปู่ฯ รักษาลุงวิเชียรประมาณ 15 วัน อาการดีขึ้นตามลำดับ และอีก 1 เดือนต่อมา ลุงวิเชียรได้ไปโรงพยาบาลและหมอได้ตรวจเชื้อมะเร็ง ปรากฏว่าไม่พบเชื้อมะเร็งอยู่ในร่างกายของลุงวิเชียร

2. คุณโสภา ลอยหา รับราชการอยู่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ป่วยเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชลประทานมาหลายปีจนกระทั้งแพทย์ที่รับการรักษาแนะนำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าเนื่องจากเกิดสภาวะคอพอกเพิ่มขึ้นและเริ่มมีอาการตาโปน ต่อมเริ่มทำงานแปรปรวน เริ่มมีอาการทางจิตเกิดความเครียดและวิตกกังวลบางครั้งเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่โชคดีได้มีโอกาสให้หลวงปู่เทพโลกอุดรได้รับการรักษา หลวงปู่ฯรักษาอยู่ประมาณ 15 วัน และอีก 1 เดือนต่อมาได้ไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลตรวจ ผลการตรวจปรากฏว่าสภาวะของเลือดอยู่ในระดับปกติ อาการคอพอก ตาโปน เข้าสู่สภาวะเดิม และคุณโสภา ฝากบอกอีกว่า หลวงปู่ัยังให้สมุนไพรอันวิเศษรักษาสิวฝ้าและไม่ให้ผมงอก ซึ่งได้ผลอย่างดีเยี่ยมไว้อีกด้วย รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 087-699-5087


3. แม่ชีดา บวชอยู่ที่วัดไร่แตงทอง(หลวงปู่หลิว) เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต แขนและขาด้านซ้ายไม่มีแรงและได้มาให้หลวงปู่รักษาประมาณ 1 เดือน แขนและขาเริ่มมีแรง และเริ่มใช้งานได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็น ของแขนขาด้านปกติ

4. เด็กหญิงแอนพิการซ้ำซ้อน พูดไม่ได้ ไม่ได้ยินเสียง จะอยู่ไม่ินิ่งอยู่ตลอดเวลา ทำร้ายพ่อแม่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ได้มีโอกาสให้หลวงปู่รักษาประมาณ 1 สัปดาห์ มีอาการสงบลงกว่าเดิมประมาณ 50 เปอร์เซ็น สามารถเปล่งเสียงได้ชัดเจนขึ้น

5. ร.ต.ต. อำนาจ ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต แพทย์นัดอีก 2 เดือนผ่าัตัด และได้ให้หลวงปู่รักษาประมาณ 1 เดือน แล้วไปให้แพทยคนเดิมตรวจ ผลปรากฏว่า ต่อมลูกหมาก มีอาการปกติ ไม่ต้องผ่าตัด

6. นายศิลป์ สูบบุรี่วันละ 2 ซอง เป็นเวลาหลายสิบปี เจ้าตัวต้องการเลิกสูบบุหรี่ ได้มาหาหลวงปู่ใ้ห้ช่วยรักษา หลวงปู่ได้รักษาอยู่ 3 สัปดาห์ นายศิลป์เลิกบุหรี่ได้โดยเด็ดขาด

7. อ.สังวาลย์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแ่ห่งหนึ่งใน จังหวัดลพบุรี ติดสุรา จะต้องดื่มทุกวัน วันละ 1 กลม มาเป็นเวลา หลายสิบปี ได้ให้หลวงปู่รักษา อยู่ประมาณ 1 เดือน และสามารเลิกดื่มสุราได้โดยเด็ดขาด


และ อ.นงนุชบอกว่า หลวงปู่ให้ช่วยคนที่ติดสิ่งเสพติดทุกประเภท โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ต้องช่วยเหลือเป็นอันดับแรก ผู้ปกครองท่านใด ที่มีบุตรหลานติดสารเสพติด ติดเกมส์ ใ้หรีบพามารักษา


8.นางสมพงษ์ สอนสันต์ เป็นคนจังหวัดสุรินทร์ (083-380-3973)
ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ค่าน้ำตาลอยู่ในระดับ 500 กว่า ตาเริ่มมองไม่เห็น นิ้วเท้าเน่าเปื่อย โรงพยาบาลที่รักษาอยุ่บอกว่าหากไม่ดีขึ้นจะต้องตัดทิ้ง ได้มารับการรักษา 5 ครั้ง อาการทางสายตาปกติ นิ้วเท้าที่เน่าเปื่อยหายปกติ ค่าน้ำตาลลดเหลือ 150 -200 เศษๆ แต่สิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ ในการรักษาทางจิต โดยการสวดมนต์ ไหว้พระ เจริญกรรมฐาน ในการรักษาทางกาย โดยเลือกรับประทานอาหารที่เน้นผัก/ผลไม้ ลดอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ และออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย
รวบรวมข้อมูลและถ่า่ยภาพโดย รศ.ดร.วิทยา ตรีโลเกศ นักวิจัย (089-606-6336)



9. คุณธนวัต นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่ 2 มีอาการปวดแสบปวดร้อนบนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา
ผิวหน้าหยาบกระด้างคล้ายกระดาษทรายเบอร์ 0 รักษาแพทย์แผนปัจจุบัน จากโรงพยาบาลชื่อดัง 3 ปีเศษ อาการดังกล่าวยังไม่หาย จนกระทั้งมีโอกาสได้มาพบหลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านเมตตารักษาให้ โดยบริกรรมน้ำมันมะพร้าวแล้วทาไปบนใบหน้าพร้อมกับเป่าทั่วบนใบหน้า 3 ครั้ง อาการปวดแสบปวดร้อนหายไปและผิวหน้าที่หยาบกระด้างกลับคืนสู่สภาพผิวปกติเหมือนคนทั่ว ๆ ไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณา โทร 084-907-5290 เวลา 09.00-20.00 น.

10. ดร.ขัตติยา ด้วงสำราญ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนนทบุรี และเป็นอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ท่านอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ปกติท่านจะเป็นคนผิวแห้งมาก ๆ โดยเฉพาะใบหน้าจะดำกร้าน มีรอยเหี่ยวย่นมาก ถึงแม้จะใช้ครีมบำรุงยีห้อดัง ๆ ราคาแพง ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต่อมาได้พบกับ ดร.นงนุช โดยบังเอิญ ซึ่งจะต้องประชุมร่วมกัน (ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.นงนุช ท่านเห็นใบหน้าดำกร้าน ท่านจึงให้น้ำสมุนไพรมา แต่ลืมถามว่าให้ไปทำอะไร เลยเอาไปล้างหน้าและอาบโดยผสมในอ่างน้ำ (กลิ่นหอม มาก ๆ ค่ะ) 1 เดือนผ่านไป ผิวที่เคยดำกร้านและเหี่ยวย่นกลับสู่ความเรียบเนียนและชุ่มชื่นอย่างอัศจรรย์ (ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ดร.ขัตติยา ด้วงสำราญ 086-565-1400)

หากท่านสนใจ ลองปรึกษาท่านอาจารย์นงนุช สุระเสน ได้ที่เบอร์ 089-693-3351


ที่มา : อ.นงนุช รักษาทุกโรคด้วยพลังจิต


หมายเหตุ : 1.อีกช่องทางหนึ่ง ที่สามารถติดตามข่าวสารและติดต่ออาจารย์นงนุชได้คือที่ : รักษาโรคผ่านญาณหลวงปู่เทพโลกอุดร "อาจารย์ ดร.นงนุช" ยอดหมอญาณทิพย์,  ห้อง อ.นงนุช รักษาโรคด้วยญาณ
2.สำหรับท่านที่คิดจะไปสนับสนุนเจ้าของเวบญาณทิพย์ ขอให้พิจารณาหาข้อมูลให้ดีก่อน เจ้าของเวบบางท่าน และผม (เจ้าของเวบนี้) รู้ซึ้งดี

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

การแพทย์ทางเลือก รักษาโรคด้วยตนเอง โดยการรับพลังแสงแห่งอภิญญาฌาน





ข้อควรปฏิบัติ
ในขณะรับพลังแสงเพื่อรักษาโรคนั้น เพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา
2. รักษาศีล 5
3. สำรวมกาย วาจา และใจ งดเว้นสิ่งที่เป็นข้าศึกแห่งบุญกุศล
4. ช่วงที่รับพลัง ควรงดรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด(ถ้าทำได้จะดีมาก)

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในรับพลัง
เวลาที่จะรับพลังได้ดีที่สุด คือ เวลาที่จิตว่าง เช่น เวลาตื่นนอนตอนเช้าๆ ช่วงเวลาหลังจากสวดมนต์ไหว้พระ เวลาก่อนนอน เวลาที่ว่างจากภารกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรักษา

วิธีรับพลัง
1. เปิดคลิป
2. แบมือทั้งสองข้างโดยหงายฝ่ามือขึ้นเพื่อรับพลัง
3. ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ทำความรู้สึกสบายๆ สุข...สงบ...หายใจลึกๆ ยาวๆ ช้าๆ...
4. เวลาที่ใช้ในการรับพลัง ประมาณ 3 นาที
5. สามารถรับพลังได้บ่อยครั้ง ตามที่ต้องการ รับได้ไม่จำกัด


ข้อควรรู้ และพึงระวัง
1. การจะรับพลังได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความสงบและความละเอียดของจิตผู้รับ
2. รับพลังแสงเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องไปสงสัย หรือสนใจค้นคว้าหาที่มาของแสง เพราะอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียง เช่นปวดศรีษะ ปวดคอ หรือมีอาการคล้ายถูกไฟฟ้าช็อตน้อยๆ
3. สำหรับผู้ป่วยหนัก หรือโรคที่แพทย์รักษาไม่หาย เช่นโรคที่เกิดจากกรรม หรือโรคที่เกิดจากคุณไสย หลังจากรับพลังไปแล้ว ให้ระวังการหกล้ม ซึ่งการหกล้มนั้นเกิดจากอานุภาพของพลังที่แรงมาก

พลังนั้นจะขับสิ่งที่เป็นพิษออกมาจากร่างกายได้หลายทางคือ
1. ถ้าเป็นน้อยจะเรอออกมา หรือ ถ้าเป็นมากจะอาเจียนออกมา
2. ปัสสาวะออกมา
3. ถ่ายออกมา แต่ร่างกายจะไม่อ่อนเพลีย
4. ร่างกายขับออกมาทางเหงื่อ
5. เมื่อหลับจนสนิท พลังจึงเริ่มเข้าไปซ่อมแซมสิ่งที่บกพร่อง หรือกำจัดที่เป็นส่วนเกินและสิ่งที่แปลกปลอมที่อยู่ในร่างกาย จะรู้สึกว่ามีพลังมาวนๆ อยู่รอบตัวผู้ที่ได้รับพลังไป
6 อาจจะทำให้ง่วงนอนในเวลารับที่พลังไปใหม่ๆ


การตั้งกระทู้นี้ได้รับอนุญาตจากท่านอาจารย์คมสันต์
ท่านเมตตาให้ตั้งกระทู้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งปัน
โดยไม่ได้หวังผลใดๆตอบแทน
อีกทั้งเป็นการสร้างบุญใหญ่ที่สร้างได้ยาก
เป็นการให้โอกาสและทางเลือกในการรักษาโรคแก่เพื่อนมนุษย์
เพื่อให้มีอายุยืนยาวต่อไป
ซึ่งเท่ากับการได้ตั้งต้นชีวิตใหม่
ที่ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยที่เบียดเบียนอยู่
ได้ชื่อว่าได้เป็นการให้ทั้งธรรมและชีวิต
ข้าพเจ้าจึงขอกราบขอบพระคุณในความเมตตากรุณาของท่านไว้ ณ โอกาสนี้


(ประสบการณ์ของท่านอาจารย์คมสันต์ค่ะ)

มีเพียงโรคเดียวครับที่รักษาไม่หายคือโรคที่บกพร่องทางรูปครับ
พลังแสงนั้นรักษาโรคหายมาทุกรายครับ
ส่วนถ้าจะให้อธิบายว่าแสงนั้นไปรักษาโรคได้อย่างไร
พลังแสงนั้นเป็นอจิณไตยครับ
จริงแล้วเราจะสอนแต่สมาธิและธรรมภาคปฏิบัติ
เมื่อตอนเริ่มสิบปีที่แล้ว
มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง{ขอสงวนนาม}
ท่านเป็นถึงพระอาจารย์รักษาโรคมานาน
ซึ่งท่านป่วย อยู่ดีฯท่านก็ปากเบี้ยวขาเป๋ ตาปิดข้างหนึ่ง และคอเอียงไปข้างหนึ่ง
โดยที่ไม่ทราบถึงสาเหตุ
พอเราเข้าไปถึงที่วัด
พระท่านก็บอกว่าโยม ช่วยรักษาให้อาตมาหน่อย
ซึ่งเราเองก็ไม่เคยรักษาใครมาเหมือนกัน
เมื่อท่านให้เรารักษา เราก็ทำหน้าที่ของเราเพื่อที่จะช่วยเหลือท่าน
ตามที่ท่านต้องการ
เพียงแต่ใช้มือทั้งสองข้าง แตะไปที่หลังของท่านเป็นเวลาได้สักสามนาที ท่านก็เริ่มร้อนขึ้นมาทันที
จากนั้นอาการที่ท่านเป็นก็หายเป็นปกติ
โดยที่เราเองยังไม่เคยใช้พลังรักษาใครเลย
จนพระที่จบ ดร.จบมาจากอินเดียเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
พอดี ท่านได้พูดกับพระที่เรารักษาขึ้นว่า
พระท่านนี่ก็เเปลกเป็นถึงครูบาอาจารย์ มาให้โยมคมสันต์รักษา
พระที่เราได้รักษาท่านนั่งสงบนิ่ง ไม่พูดตอบ
คำพระดร.ที่จบมาจากอินเดีย จากนั้นมาเมื่อไปทำบุญที่ว้ด
หรือไปสนทนาธรรมที่ใดก็จะพบแต่คนที่ป่วย ก็จะสงเคราะห์รักษาให้ตามโอกาส
โดยที่เราไม่มีความรู้ทางแพทย์ปัจจุบันเลยแม้นแต่น้อย
แต่คนที่มาให้รักษานั้นไม่ต้องบอกเราว่าเป็นตรงไหน
พลังแสงนั้นจะวิ่งเข้าไปรวมตัวกันตรงที่เป็นโรคอยู่ทันที
ที่รักษามามีตั้งแต่ นายแพทย์หมอปัจจุบัน
พระสงฆ์ที่ป่วยหลายท่าน
ส่วนมากจะพบที่วัดหรือไม่ก็งานทำบุญบ้าน
รักษาให้ฟรีเป็นทานโดยที่ไม่เสียอะไรเลย
ส่วนโรคที่เคยรักษาหายมาแล้ว มีโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย
แพทย์ปัจจุบ้นได้ลงความเห็นว่าจะอยู่อีกไม่นาน
เมื่อสองปีที่แล้ว
เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยู่และไปตรวจดูหลังจากได้รักษาโคยใช้พลังแสงเพียงสามครั้ง
ห่างกันสองอาทิตย์ปรากฏว่าไม่มีเชื้อโรคมะเร็งเหลืออยู่เลย
โรคภูมิแพ้ และมีอีกหลายฯโรค
รวมทั้งโรคที่แพทย์ปัจจุบันหมดปัญญาที่จะรักษา คือหมอ
ตรวจหาสาเหตุไม่พบครับ เรามิได้โฆษณาชวนเชื่อ
ใครมีบุญที่จะหายก็มารับพลังไป ถ้าไม่รักษาก็ไม่เป็นไรครับ
จึงบอกว่าเป็นแพทย์ทางเลือกครับ
พลังแสงแห่งอภิญญาฌานบารมีนั้นไม่ใช่จะมีกันได้ง่ายๆครับ
คงพอจะให้ความกระจ่างได้บ้าง มีอะไรที่สงสัยโพสต์ถามมาได้ครับ
ขอบคุณครับ


วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยาเทวดารักษาโรคลำไส้เน่า

กรรมฐานนี่ละเอียดอ่อนมาก ถ้าคนมีโรคนะ อาจช่วยให้ทุเลาเบาบางหรืออาจหายได้ อาตมาขอเจริญพรด้วยใจจริง เมื่อสมัยก่อนอาตมาป่วยเรื่อย ๓ วันดี ๔ วันไข้ ต้องเข้าโรงพยาบาลไม่พัก ไม่มีความสุขเลยโยมเอ๋ย ตั้งแต่บวชใหม่ ๆ พรรษาแรก เป็นลมหน้ามืดยิ่งกว่าคนแก่อีก เดี๋ยวนี้อายุมากแล้ว สบายมาก โรคกายก็ไม่มี โรคใจก็ไม่มีด้วย โรคกายที่มีอยู่เดิมก็หายไปเหมือนปลิดทิ้ง ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่หลังคอหักมา ๑๕ ปีแล้ว ไม่เคยเข้าไปอีกเลย ปวดหัวตัวร้อนเป็นนิดหน่อยเดี๋ยวก็หาย ตั้งสติสัมปชัญญะไว้มันก็หายไปเอง อาตมาหายได้ด้วยกรรมฐาน

        อาตมาเป็นโรคลำไส้ ไปโรงพยาบาลศิริราช หมอบอกว่าพรุ่งนี้ผ่าตัด เขาบอกว่าไส้เน่าไปหลายฟุตแล้ว องค์นี้อยู่ได้อย่างไร ต้องตายแน่ ๆ หมอเขาปรึกษากันที่หน้าห้อง แต่อาตมาได้ยิน เอ๊ะ! เราจะตายเสียแล้วหรือ ไหน ๆ จะตายไปตายที่วัดดีกว่า อย่าอยู่ที่โรงพยาบาลเลย

        แหม! โยมเอ๋ย ฉันน้ำเข้าไปหยดเดียวก็ไม่ได้ ตกถึงท้องดิ้นเลย ปวดจริง ๆ นะ ปวดท้องอย่างสุดซึ้ง ตอนนั้นอาตมานั่งกรรมฐานยังไม่เข้าขั้น พอเป็นพอไป พอมีกิจกรรมกรรมฐานบ้าง ยังไม่หนักแน่นเหมือนสมัยนี้

        เอ! เราจะมาตาย ญาติโยมจะไม่เห็นหน้าเราแล้ว ได้ยินหมอเขาบอกว่าประมาณ ๙.๐๐ น. จะต้องผ่าตัด เราจะต้องหนีออกจากโรงพยาบาลไป ตายที่วัด   ตอนเช้า ๖.๐๐ น. อาตมาตั้งดำรงสติให้ดี พอหมอ พยาบาลเผลอ เราก็เดินไปเดินมา เขาก็คงจะลืมไปแล้ว เลยขึ้นรถสามล้อตุ๊ก ๆ ไปลงเรือกลับวัด มานอนปวดอยู่ที่วัดต่อไป

        ปวดแสนจะปวด นี่โรคลำไส้โรคกระเพาะอีก เพราะเราฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ทรมานอย่างที่สุด เป็นยาเทวดา ท่านผู้พิพากษาเป็นมหาเปรียญเก่าได้เจริญกรรมฐานมาบ้าง เป็นลูกศิษย์เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุ อาตมาเคยแนะแนวปฏิบัติแก่ท่านพอสมควร ชื่อ มหาเทียบ นองบุญนาค เปรียญธรรม ๖ ประโยค เป็นหัวหน้าศาลจังหวัดสิงห์บุรี เดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐   ยาเทวดา ใครอยากจำก็จำเอาไป ท่านไปซื้อหม้อดิน เอาเกลือมา ๓ กำ ให้อาตมาจับเกลือกลั้นใจหยิบ ๓ จับไม่ได้หายใจ แล้วเทใส่หม้อ ท่านสอนให้ท่องว่า พุทธัง ปัจจักขามิ ๑ กำ ธัมมัง ปัจจักขามิ อีก ๑ กำ สังฆัง ปัจจักขามิ อีก ๑ กำ แล้วก็ใส่หม้อ แล้วท่านก็บอกว่าผสมกับไข่ขาวไข่ไก่ ๕ ฟอง ไข่แดงไม่เอา ท่านสตุเกลือเรียบร้อยจนละเอียดไปหมดแล้ว ปลงลงมาก็เอาไข่ขาวใส่แล้วก็คนให้เข้ากันท่องคาถา พุทธัง ปัจจักขามิ ธัมมัง ปัจจักขามิ สังฆัง ปัจจักขามิ เท่านั้นเอง

        เสร็จเรียบร้อยก็นำมาให้อาตมาฉัน ๑ ช้อนคาว เป็นเกลือป่นสตุ แก้โรคลำไส้เน่า จะตายอยู่แล้ว พอใส่ปาก หัวหน้าศาลรีบหนีขึ้นรถจี๊ปบึ่งไปเลย โอ้โฮ! โยมเอ๋ย ปวดดิ้นอยู่ในโบสถ์ สลบไป ๓ ชั่วโมง พอฟื้นขึ้นมาอาศัยจิตเข้มแข็งจากกรรมฐาน รู้สึกโล่งใจเริ่มฉันน้ำได้บ้าง
 

        รุ่งเช้าท่านผู้พิพากษามาฟังข่าว บอกว่าที่ผมรีบหนีไปไม่ได้นมัสการลา เพราะกลัวหม้อจะปลิวมาโดนผม อย่าลืมเชียวนะชีวิตที่เกิดมาไม่มีอะไรปวดเท่านี้ แต่อาศัยกรรมฐานสู้ไว้ ตั้งแต่นั้นหายวันหายคืนเรื่อยมาจนบัดนี้ ต่อมาหมอจากศิริราชมีจดหมายมา ถามว่าพระองค์นี้ ชื่อนี้ ตายไปหรือยัง ทำศพไปหรือยัง อาตมาก็ตอบไปว่า หายแล้ว หายด้วยยาเทวดา หมอมาถึงที่วัดเลย ขอจดยาไป พอดีแม่ยายหมอเป็นเสียด้วย เลยแม่ยายหมอหายไปอีก ๑ คน ถ้าใครมีกุศลก็จำไป นี่อาตมานึกได้ก็พูดให้โยมฟัง

ใช้หนี้ไก่
        ตอนนั้นเพิ่งมาอยู่ที่วัดอัมพวันใหม่ ๆ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมาเยี่ยม ท่านบอกว่าไหน ๆ จะตายแล้ว ผมจะทำยาถวายหลังจากนั้นต่อมาก็แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล จึงรู้ว่าเวรกรรมของเรามีเวรกรรมครั้งอดีต เมื่อเป็นเด็กนี่เอง จำได้แน่ชัด กรรมฐานบอกว่า ข้าพเจ้าลำไส้เน่า เป็นเพราะเหตุใดหรือ นิมิตบอก สติบอกว่า จำได้ไหม ตอนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๔ ท่านไปฆ่าไก่ ไก่ยังไม่ตายแหวะท้องเอาไส้ออกมาผูก เอาไส้มันมาแล้วตัดไส้มัน แล้วเอาเข้าใส่ในพุงและปล่อยไก่ไป ไก่มันวิ่งหัวซุกหัวซุน ตายในที่สุด นี่จำได้ไหม

        อาตมาก็รำลึกเหตุการณ์ครั้งอดีตเมื่อเป็นเด็กชั้นประถมปีที่ ๔ ได้ น้ำตาไหลทันที แหม! พิโธ่เอ๋ย เราคิดว่าไม่เป็นเวรเป็นกรรมแต่อย่างใด แต่กรรมกลับมาซัดตัวเราเองอย่างนี้ ต่อไปนี้จะไม่ฉันแกงไก่ต่อไปแล้ว ตอนเป็นพระเลิกฉันไก่ เลิกฉันเป็ด ฉันห่าน ไม่เอาแล้ว เราฆ่าสัตว์ไหนจะไม่ฉันสัตว์นั้น 
   
       นึกถึงเหตุการณ์ว่า เอาไส้มันมาแล้วก็รีดตัดไส้มันทิ้ง สนุกดี แหม! เสียใจจนบัดนี้นะ เราก็นึกว่า เออ! แผ่เมตตาให้ไก่ทุกวันๆ สำไส้เราก็ดีขึ้นจนบัดนี้ นี่แหละโรคภัยไข้เจ็บ โยมนั่งกรรมฐานให้ดีเถอะ จะรู้ได้ว่ามันเป็นกรรมอะไร มันจะมาจากไหน สาวหาเหตุ มันจะบอก เหตุการณ์ ทั้งๆ ที่มันลืมไปแล้ว เมื่อตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ชั้นประถมปีที่ ๔

        นี่เวรกรรมตามสนองแน่ ๆ ถ้าเราไปสร้างความดีมากเท่าไร มักตามมาให้เราใช้มัน เหมือนพ่อค้า แม่ค้า ร้านค้า ยิ่งขายดิบขายดี เจ้าหนี้ก็มาทวง ถ้าเราขายไม่ได้เลย ไม่มีสตางค์เลย ไม่มีใครมาทวง ไม่มีใครมาขอแน่ๆ 

        นี่ก็สรุปใจความได้ผลออกมาว่า สร้างความดีต้องมีอุปสรรค ท่านทั้งหลาย  อย่าน้อยเนื้อต่ำใจนะ  สร้างความดีมากเท่าไร  อุปสรรคมาขัดขวางมากเท่านั้น ต้องสู้ต่อไปเพื่อใช้หนี้เขา

        ข้อเท็จจริงเป็นประการใดขอเจริญพรว่า ถ้าเราเคร่งกรรมฐาน ตั้งสติอารมณ์ไว้ อาจจะทุเลาเบาบางไปได้บ้าง ถึงจำเป็นต้องตาย ให้มันตายเองเถอะ อย่าฆ่าตัวตายเลย จำเป็นจะต้องตาย เราตายอย่างสบาย จะไม่มีเวทนา จะได้เดินทางไปถูกต้อง เราจะไม่ไปอบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย   สัตว์เดรัจฉาน ฆ่าตัวตายไม่มีดีเลย พระพุทธเจ้าบอกบาปอย่างร้ายแรง ท่านทั้งหลายสอนลูกสอนหลาน อย่าฆ่าตัวตายนะลูกนะหลานนะ ถึงอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว ทุกคนต้องตายทั้งนั้น ไม่ต้องไปฆ่ามันหรอก

        เพราะฉะนั้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นผลงานของชีวิตนั่นเอง ตัวกำหนดเป็นบทบาท สติปัฏฐานสี่นี่กำหนดไว้ ขอเจริญพร เดินจงกรมให้ได้ระเบียบ ไม่ต้องไปเอาความคิดอื่นมาใช้ขณะนี้ ต้องตัดปลิโพธกังวลเสีย ตัดกิจกรรมเสีย พอทำได้แล้ว กลับไปบ้านก็กำหนด เสียงก็กำหนด เห็นก็กำหนด คิดอะไรก็กำหนด คิดก่อน คิดหนอที่ลิ้นปี่ ตั้งสติเสียให้ดี ทำให้ถูกจุด รับรองคิดถูกต้อง คิดที่ออกมานั้นถูกต้อง คิดที่ผ่านมาครั้งอดีตนั้นผิดหมด มันออกมาอย่างนี้นะ นี่แหละเวรกรรมตามสนองอย่างไร กฎแห่งกรรมจะบอกชัด และการเจริญกรรมฐานมันจะแก้ได้ มันจะล้างมลทินได้ ล้างกรรมเก่าที่มีมานานแล้ว จะมีแต่โชคดี มีปัญญา คนที่ไม่เคยอุปถัมภ์ก็จะมาอุปถัมภ์ คนที่เป็นศัตรูกันจะกลับมาเป็นมิตร

        เราก็แผ่เมตตาด้วยความดีของเราจากกรรมฐาน  ไม่มีอะไรดีกว่า เป็นความดีอันดับหนึ่งคือบุญในตัวเอง สร้างบุญให้ตัวเอง  คือกรรมฐาน  ที่นำเงินไปทำบุญวัดโน้นวัดนี้ นั่นบุญประเภทสอง

        ขอความสวัสดีจงมีแต่ญาติพี่น้องทั้งหลาย  และจงงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ

        เคราะห์อันใดที่มีอยู่  ขอให้หายไปด้วย พุทธัง ปัจจักขามิ  ธัมมัง ปัจจักขามิ  สังฆัง  ปัจจักขามิ  ให้ขาดกระเด็นไป  โชคร้ายจงหลุดไป  ขอให้โชคดี  มีปัญญา  สวัสดีมีชัย  ประกอบกิจการอันใด  ขอให้มั่งมีศรีสุข  ในชีวิตของตนงอกงามไพบูลย์ในกิจการและหน้าที่สืบต่อไป


กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร

        กัมมะโน  กัตถาโน  กัมมะปัจเจกะพุทโธ  พุทธังทั่วจักกะวาฬัง ธัมมังทั่วจักกะวาฬัง  สังฆังทั่วจักกะวาฬัง  อโหสิกัมมัง

      ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศล  จากการเจริญภาวนานี้  ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า  ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้  ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ  ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม  ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรมและอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วย ด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ


 

ที่มา : ยาเทวดารักษาโรคลำไส้เน่า โดยพระภาวนาวิสุทธิคุณ หนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 5; ดาวส์โหลดหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 5

ภาวนารักษาโรคมะเร็ง

เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ ข้าพเจ้ารับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์กองทัพภาคที่ ๒ ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ได้ป่วยเป็นโรคทางเดินปัสสาวะ จึงไปรับการรักษาตัวที่ รพ.ค่ายสุรนารี หมอรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล และระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าก้อนเนื้อแข็งเป็นไตแข็งอยู่ใต้ใบหูด้านขวา เมื่อเห็นว่าอาการโรคทางเดินปัสสาวะทุเลาลงแล้ว จึงได้ขอร้องให้หมอช่วยทำการผ่าตัดออกให้ โดยที่ตัวเองและหมอก็ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร

พันโท นายแพทย์ วณิช จึงได้ทำการผ่าตัดและได้จัดส่งก้อนเนื้อนั้นไปโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ทำการตรวจอีกครั้งว่าเป็นโรคอะไร ครั้นต่อมาทาง รพ.พระมงกุฎฯ ได้แจ้งไปว่า ก้อนเนื้อนั้นมีเชื้อมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง ข้าพเจ้าจึงถูกส่งตัวมารักษาโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ด่วน เพื่อรับการรักษาต่อ ทางโรงพยาบาลได้รีบทำการผ่าตัดด่วนที่สุดบริเวณใต้ใบหูอีกครั้งหนึ่ง ได้อยู่ รพ.พระมงกุฎฯ ๒ เดือน ก็ได้ออกจากโรงพยาบาล โดยได้รับการฉายแสง ๑๐ ครั้ง

อยู่ต่อมาอีก ๒ ปี คือในปี พ.ศ.๒๕๒๖ ข้าพเจ้าย้ายมารับราชการที่กองทัพภาคที่ ๑ ใบหูด้านขวาของข้าพเจ้าก็เปื่อยมีเลือดและน้ำเหลืองไหลออกมา และมีอาการคันอย่างยิ่ง แสดงว่าโรคมะเร็งได้กำเริบขึ้นมาอีก ผ่าตัดถึง ๒ ครั้งแล้วก็ยังไม่หาย หมอที่กองทัพภาคที่ ๑ ได้แนะนำให้เข้ารพ. ด่วนที่สุด อาจารย์สมใจ กอรป-สิริพัฒน์ บุตรสาวของข้าพเจ้า ได้พาไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เพื่อทำการรักษา เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่าที่ใต้ใบหูของข้าพเจ้านั้น ไม่มีส่วนใดที่จะให้ผ่าตัดอีกแล้ว ถ้าผ่าอีกทีก็ต้องตัดใบหูทิ้ง ถ้ามันจะหายเพราะการผ่าตัด มันคงจะหายไปแล้ว หากเข้าไปโรงพยาบาลอีก ก็จะมีแต่ตายกับตายลูกเดียว เพราะมะเร็งไม่เคยไว้ชีวิตใคร

ข้าพเจ้าคิดว่า ไหนๆ จะตาย ก็ไปตายที่วัดดีกว่า ขณะนั้นทางกองอนุศาสนาจารย์ กำลังจัดส่งอนุศาสนาจารย์ระดับยศ พันโทลงไป ให้ไปฝึกกรรมฐานรุ่นแรกกับพระครูภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ข้าพเจ้าไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ที่จะต้องไปฝึกกรรมฐาน แต่ก็ได้ตกลงใจสมัครไปฝึกกรรมฐานร่วมกับคณะด้วย เพื่อรักษาโรคมะเร็งที่กำลังคุกคามอยู่

เมื่อไปถึงวัดอัมพวัน หลวงพ่อเห็นว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคมะเร็ง จึงจัดกุฏิที่พักให้เป็นพิเศษ ไม่ต้องพักรวมกับหมู่คณะ อยู่คนเดียว เป็นกุฏิหลังเล็กๆ ด้านท้ายวัด และได้เริ่มทำการฝึกกรรมฐานในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๖ เวลา ๑๓.๓๐ น. กิจเบื้องต้นในการฝึกกรรมฐาน คือ
๑. สมาทานศีล ๘ ร่วมกับคณะอนุศาสนาจารย์ที่ร่วมกันฝึก
๒. ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เห็นธรรมที่ควรรู้ควรเห็นตามสมควรแก่การปฏิบัติ
๓. ตั้งจิตอธิษฐานถือมังสวิรัติ (กินเจ) ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งทางวัดรับทำอาหารเจให้ สำหรับผู้ต้องการทานอาหารเจ

เนื่องจากตนมีโรคร้ายเบียดเบียน คือ โรคมะเร็ง ขณะเข้าปฏิบัติกรรมฐานมีแผลที่บริเวณหูด้านขวา มีน้ำเหลืองน้ำหนองและเลือดที่ช้ำเลือดช้ำหนองไหลออกตลอดเวลา บางครั้งเอาแก้วมารองรับเลือดที่ไหลออกมา ซึ่งหยดติ๋งๆ เลือดไหลออกมาจนเต็มแก้ว มีอาการปวดแผลมาก จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยบุญบารมีที่ได้ทำมาในอดีตและกุศลกรรม คือการภาวนาที่จะได้บำเพ็ญต่อไปนี้ จงดลบันดาลขอให้ตัวเองหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังเป็นอยู่ด้วย

ข้าพเจ้าและคณะได้ทำการฝึกกรรมฐานตามตารางที่ท่านกำหนดให้ เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ น. จนกระทั่งเวลา ๒๔.๐๐ น. ทุกๆ วัน มีการเดินจงกรม สวดมนต์ แผ่เมตตา นั่งสมาธิ ฟังธรรม ฟังการบรรยายธรรมจากหลวง-พ่อสลับกันไป ตลอด ๑ วัน ๑ คืน

ผลที่ปรากฏทางร่างกายในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๖ ข้าพเจ้ารู้สึกเบาเนื้อเบาตัว อาการปวดตามข้อตามร่างกายหายไป รู้สึกมีอาการปวดหน่วงๆ ที่ขาเหนือหัวเข่าด้านซ้าย จึงเปิดผ้ากางเกงที่คลุมอยู่ดู รู้สึกตกใจมาก เพราะมีเลือดสีดำไหลไปรวมกันอยู่บริเวณขาเหนือข้อพับหัวเข่า มีบริเวณที่เป็นเลือดสีดำคั่งอยู่ประมาณเท่าฝ่ามือ เป็นโลหิตสีดำอย่างดินหม้อน่าเกลียดมาก จากการปวดหนักหน่วงตามขาด้านซ้ายบริเวณที่เลือดคั่งอยู่ จึงได้มากราบเรียนให้หลวงพ่อทราบและเปิดขาให้หลวงพ่อดู รวมทั้งเพื่อนอนุศาสนาจารย์ก็ได้ดูด้วย หลวงพ่อท่านดูแล้วก็บอกว่า “โรคผุด” โรคจะหาย คือ โรคที่อยู่ในร่างกายเรานี้ มันไหลไปรวมกันอยู่ในที่เดียว คือ ในที่เราเห็นนั้น ต่อไปอาการที่ดำนี้ก็จะหายไปเอง แต่ต้องทาน้ำมันกินยาช่วย หลวงพ่อก็ไปจัดน้ำมันมนต์และจัดยามาให้ทาน

หลังจากทานยาเม็ดที่หลวงพ่อให้แล้ว มีอาการมีก้อนเนื้อเล็กๆ ผุดขึ้นตามร่างกายทั่วไป มีอาการคันมาก เมื่อก้อนเนื้อผุดขึ้นมาเป็นผื่นแล้วก็แตก มีน้ำเหลืองไหลออกเล็กน้อย แล้วก็แห้งหายไปและหายคัน อาการเป็นอยู่เช่นนี้จนถึงวันเสร็จสิ้นการฝึกกรรมฐาน อาการที่ว่านี้จึงทุเลา และอาการปวดแผลนั้นก็ทุเลาหายไป สำหรับบริเวณที่เหลือไปคั่งอยู่เหนือหัวเข่านั้น ต่อมาก็มีน้ำเหลืองไหลซึมออกมาตามเส้นที่ใต้ข้อพับหัวเข่า โดยที่ไม่มีแผล แต่ก็มีน้ำเหลืองไหลออกมามาก จนขากางเกงเปียกเพราะน้ำเหลืองไหลออกมามาก ไหลอยู่หลายวันก็หายไปเอง แผลที่หูก็พลอยแห้งหายไปด้วย และก็หายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นับว่าข้าพเจ้ารอดตายจากโรคมะเร็งได้อย่างประหลาดมหัศจรรย์ เพราะบารมีหลวงพ่อชุบชีวิตให้ใหม่

ผลที่ปรากฏทางจิตใจ การฝึกจิตวันที่ ๑๒ – ๑๓ กันยายน ๒๕๒๖ มีทุกขเวทนามาก อารมณ์ส่ายมาก นอกจากนั้นจิตยังติดการภาวนาแบบ “พุทโธ” ที่ตนเคยปฏิบัติอยู่ประจำ
ในวันที่ ๑๔ – ๑๕ กันยายน ๒๕๒๖ เดินจงกรมดีขึ้น การนั่งสมาธิคล้ายคนเอาเข็มมาแทงตัวจนสะดุ้งและมีอาการคล้ายมดไต่ไปตามตัว จนต้องเอามือจับออก แต่ก็ไม่มีอะไร
ในวันที่ ๑๖ – ๑๗ กันยายน ๒๕๒๖ ทุกขเวทนาน้อยลง จิตดิ่งเข้าสู่ความสงบดี มีอาการวูบลงเหมือนตกเหว มองเห็นตัวเอง เห็นทองตัวเองพองขึ้นยุบลง เวลาจิตเคลื่อนออกจากสมาธิออกตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ตรงเวลาทุกครั้ง และอาการที่จิตถอนออกจากสมาธินั้น เหมือนสิ่งที่จมน้ำอยู่แล้วลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อดูเวลาแล้วก็ปรากฏว่าตรงกับเวลาที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะออกก่อนนั่งสมาธิ

วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๖ เป็นวันที่ครบกำหนดการฝึกกรรมฐาน และจะออกการฝึกกรรมฐาน วันนั้นเวลา ๐๕.๓๐ น.ข้าพเจ้าได้ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศล ณ กุฏิที่พัก ให้แก่บิดา มารดา บุตร ภริยา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยเคารพนับถือที่ล่วงลับไปแล้ว โดยระบุชื่อทุกคนที่แผ่ส่วนกุศลให้ เมื่อแผ่ส่วนกุศลระบุชื่อ “พระธรรมนิเทศทวยหาญ” หัวหน้าอนุศาสนาจารย์คนแรก ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับตนเอง คือ

ตัวเองรู้สึกมีอาการขนลุก ขนพอง ตื้นตันใจ น้ำตาไหลพราก สะอื้นขึ้นเองเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงกับร้องไห้ โดยมีอาการเป็นไปเอง ตัวเองบังคับตัวเองไม่ได้ แล้วตนเองก็เปล่งวาจาขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า “ทุกข์ทรมานมานานแล้ว พึ่งจะหมดทุกข์หมดเวรวันนี้ ขอขอบใจที่แผ่ส่วนกุศลให้” แล้วตนเองก็ฟุบหมอบลงไปที่หมอน หมอบอยู่นานจึงมีอาการเข้าสู่ภาวะปกติ และแล้วก็ได้ลุกขึ้นแผ่ส่วนกุศลให้บุคคลอื่นต่อไป


เรื่องนี้ ได้เล่าอาการที่ปรากฏให้หลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิคุณทราบ ท่านบอกว่า ที่เราแผ่ส่วนกุศลไปนั้น แสดงว่าคนที่เราแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาได้รับส่วนบุญ และตัวเราเองก็จะหมดเวรหมดกรรมหมดทุกข์ร้อนเสียที และในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๖ เป็นวันที่เราออกจากรรมฐาน สมาทานศีล๕ ทำบุญร่วมกัน ถวายผ้าป่า และได้กราบลาหลวงพ่อกลับต้นสังกัด

สำหรับข้าพเจ้านั้น ก็รอดตายมาเพราะการภาวนาที่วัดอัมพวัน โดยหลวงพ่อเป็นผู้ฝึกกรรมฐานให้เมื่อกลับจากการฝึกกรรมฐาน ตนเองสามารถมาทำงานที่กองทัพภาคที่ ๑ ได้ตามปกติ ไม่ต้องมีต้องมีการลางานและเข้าโรงพยาบาลกันอีก หูที่เป็นแผลเน่าเปื่อยก็หายไป ใครที่เห็นหูข้าพเจ้าเปื่อยและหายได้ ต่างก็อัศจรรย์กันทุกคน เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๓ นี้ ข้าพเจ้าไปงานสมโภช ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ ของพระราชสีมา-ภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ณ วัดพรหมราช อ.ปักธงชัย พระศรีธรรมาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ได้มาขอจับดูหูของข้าพเจ้าว่าหูของข้าพเจ้าหายจริงๆ หรือ

คนที่เป็นมะเร็งในระยะแรกนั้น อาจจะรักษาโดยวิธีผ่าตัดได้ แต่สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งมากแล้วนั้น ยากที่จะรักษาให้หายขาดได้ มีแต่ตายกับตายลูกเดียว คุณไพเราะ ทสยันไชย ภริยาของข้าพเจ้า เป็นมะเร็งทีหลังข้าพเจ้า ก็ตายเพราะโรคมะเร็ง หลังจากที่รู้ว่าเป็นมะเร็งเพียง ๒ เดือน พันโท วณิชฯ ซึ่งเป็นแพทย์ผ่าตัดของข้าพเจ้าที่ รพ.ค่ายสุรนารีนั้น ก็ตายเพราะโรคมะเร็ง สำหรับข้าพเจ้าที่รอดตายมาได้จนถึงขณะนี้ เพราะบารมีของหลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิคุณโดยแท้ มีชีวิตเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ เพราะตั้งแต่ข้าพเจ้าไปภาวนารักษาโรคมะเร็งที่วัดอัมพวัน ข้าพเจ้าก็ถือมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่บัดนั้น ชีวิตเลือดเนื้อของข้าพเจ้าในขณะนี้ จึงเป็นชีวิตใหม่ เลือดเนื้อใหม่ ไม่ใช่เลือดเนื้อที่ปนด้วยเนื้อสัตว์


ที่มา  : เรื่องภาวนารักษาโรคมะเร็ง โดยพันเอกวิโรจน์ ทสยันไชย หนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 4; ดาวส์โหลดหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 4