วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หนทางการรักษาโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งจัดเป็นโรคกรรม โรคเวร สาเหตุของโรคมะเร็งมีหลายอย่าง เช่น การโกงคนอื่นหรือการโกงงบประมาณแผ่นดิน, โรคมะเ็ร็งที่เกิดจากพันธุกรรม (กรรมที่พ่อแม่ทำไว้ สามารถตกทอดถึงลุกหลานได้ ดั่งกรรมะพันธุ), การบริโภคอาหารที่เป็นบ่อเกิดของมะเร็ง ฯลฯ

หนทางการรักษาโรคมะเร็ง มีหลายวิธี เช่น

1.การไปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี มีผู้คนที่เป็นโรคมะเร็ง จำนวนหลายท่านที่ไปปฏิบัติธรรม ที่วัดอัมพวัน แล้วหายจากโรคมะเร็ง รายละเอียดไปอ่านได้ในหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ (สามารถดาวส์โหลดไปอ่านได้เลย) คลิกที่ลิ้งค์นี้ :
http://metharung.blogspot.com/2012/12/blog-post_24.html

2.ไปรักษากับอ.นงนุช รักษาโรคด้วยญาณหลวงปู่เทพโลกอุดร รายละเอียดคลิกอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ : http://powerful-health.blogspot.com/2013/10/blog-post.html 

3.ไปรักษากับแม่หมอเทวดา ท่านจะบอกว่า (ท่านจะดูด้วยญาณของท่านเอง) ท่านที่เข้ามาขอรับการรักษา เป็นโรคอะไร มีสาเหตุมาจากอะไร รายละเอียดเพิ่มเติมไปอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้ : http://powerful-health.blogspot.com/2013/04/blog-post_21.html

4.การขอเมตตาจากครูบาอาจารย์ อาทิเช่น การไปขอเมตตาบารมีกับหลวงพ่อดำ อายธัมโม รายละเอียดเพิ่มเติมมีอยู่ในหนังสือ "อ่านกรรม (เปิดทางบุญ แก้กรรม ทำให้รวย หากโลกนี้ขอพรได้จริง คงไม่มีใครจน)

5.การขอความช่วยเหลือจาก คุณหวังช่วย ไม่หวังดัง เบอร์โทร 089-1289304 เข้าดู Facebook : อ.หวังช่วย รักษามะเร็ง  

6.การขอความเมตตากับหลวงพ่อจีราวัฒน์ วัดถ้ำรูปลับแลนคร ติดต่อหลวงพ่อได้ที่เบอร์ 081-1979177

7.การรักษาโรคมะเร็ง ตำหรับของหลวงพ่อจรัญ คือ นำลูกใต้ใบทั้ง 5 กับต้นไมยราบทั้ง 5 มาต้มกินต่างน้ำ (ทั้ง 5 หมายถึง ราก, ต้น, ใบ, ดอก, และผล)

8. หมั่นสวดพระคาถา "อุณหิสสะวิชะยะคาถา" มีพุทธานุภาพมากในด้านของการมีอายุยืนและยังทำให้สุขภาพแข็งแรง (มีอยู่ในคู่มือเปลี่ยนดวง แก้ไขกรรมด้วยตนเอง) อยู่ที่หน้า 90, ดาวส์โหลด คู่มือเปลี่ยนดวง แก้ไขกรรมด้วยตนเอง 

9.หมั่นสวดพระคาถาโอสถปริตร (พระคาถาสักกัตวา) : http://powerful-health.blogspot.com/2013/05/blog-post_27.html

10.ทานยาน้ำพลูคาวหรือคาวตอง ส่วนหญ้าปักกิ่งไม่แนะนำ เพราะไม่ค่อยเห็นผล

11.ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีน้ำตาลหรือไม่หวาน เพราะมะเร็งชอบของหวาน

12.ควรทานผักหรือผลไม้ให้มาก เช่น แอปเปิ้ล แอพริคอท บาร์เล่ย์ ผลไม้รสเปรี้ยว (หรือรับประทานน้ำผักหรือน้ำผลไม้) แครอท มะเขือเทศ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง เป็นต้น

13.ไม่เครียด เพราะเวลาเครียดแล้วมะร็งจะแบ่งตัวเพิ่มขี้นง่าย

14. ส่วนการผ่าตัดหรือการทำคีโม ต้องพิจารณาด้วยตนเอง ควรไปสืบค้นข้อมูลเอง ว่าการผ่าตัดหรือทำคีโม กับการรักษาแบบชีวะจิตหรือยาแผนโบราณ แบบไหนที่ดีกว่า

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อ.นงนุช รักษาทุกโรคด้วยพลังจิต


หลวงปู่เทพโลกอุดร รักษาทุกโรคด้วยพลังสมาธิจิต


รักษาโรคด้วยพลังจิต,รักษามะเร็ง


อ.นงนุช สุระเสน
Tel. 089-693-3351 E-mail : pu_002@hotmail.com


ผมมีข่าวดีที่จะเล่าให้ฟัง
วันหนึ่งผมมีโอกาสไปทำบุญที่วัดปฏิบัติธรรม (สายป่าแห่งหนึ่ง) ได้พบเห็นการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคต่าง ๆ ด้วยพลังสมาธิจิต ผมจึงสนใจว่าเป็นใครมาจากไหนจึงเฝ้าดูอยู่หลายวัน และได้ความว่าหลวงปู่เทพโลกอุดรท่านได้ให้ญาณบารมีในการช่วยเหลือคน โดยการรักษาโรคทุกโรคให้มวลมนุษย์ อาจารย์นงนุช สุระเสน ปัจจุบันรับราชการเป็นผู้บริหารด้านการศึกษา ในจังหวัดนนทบุรี การศึกษาท่านระดับปริญญาเอก ใ้หช่วยเหลือมวลมนุษย์และสัตว์โลกด้วยพลังสมาธิจิต ผมจึงถ่ายภาพและสัมภาษณ์ผู้ที่ไปรับการรักษามาดังนี้


  
1. ลุงวิเชียรเป็นผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่หลอดคอและลามลงมาที่ปอดซึ่งได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกำแพงแสนเป็นเวลาหลายปี จนกระทั้งทางโรงพยาบาลให้ลุงวิเชียรกลับบ้านซึ่งตอนนั้นอาการหนักมาก ญาติมีความประสงค์จะให้มาเสียชีวิตทีบ้านพักและทุกคนต่างทำใจคงเป็นวาระสุดท้ายของลุงวิเชียร แต่เป็นโชคดีของลุงวิเชียรซึ่งมีบ้านพักอยู่ใกล้กับวัดแห่งนั้น จึงไปรักษากับหลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงปู่ฯ รักษาลุงวิเชียรประมาณ 15 วัน อาการดีขึ้นตามลำดับ และอีก 1 เดือนต่อมา ลุงวิเชียรได้ไปโรงพยาบาลและหมอได้ตรวจเชื้อมะเร็ง ปรากฏว่าไม่พบเชื้อมะเร็งอยู่ในร่างกายของลุงวิเชียร

2. คุณโสภา ลอยหา รับราชการอยู่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ป่วยเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชลประทานมาหลายปีจนกระทั้งแพทย์ที่รับการรักษาแนะนำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าเนื่องจากเกิดสภาวะคอพอกเพิ่มขึ้นและเริ่มมีอาการตาโปน ต่อมเริ่มทำงานแปรปรวน เริ่มมีอาการทางจิตเกิดความเครียดและวิตกกังวลบางครั้งเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่โชคดีได้มีโอกาสให้หลวงปู่เทพโลกอุดรได้รับการรักษา หลวงปู่ฯรักษาอยู่ประมาณ 15 วัน และอีก 1 เดือนต่อมาได้ไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลตรวจ ผลการตรวจปรากฏว่าสภาวะของเลือดอยู่ในระดับปกติ อาการคอพอก ตาโปน เข้าสู่สภาวะเดิม และคุณโสภา ฝากบอกอีกว่า หลวงปู่ัยังให้สมุนไพรอันวิเศษรักษาสิวฝ้าและไม่ให้ผมงอก ซึ่งได้ผลอย่างดีเยี่ยมไว้อีกด้วย รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 087-699-5087


3. แม่ชีดา บวชอยู่ที่วัดไร่แตงทอง(หลวงปู่หลิว) เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต แขนและขาด้านซ้ายไม่มีแรงและได้มาให้หลวงปู่รักษาประมาณ 1 เดือน แขนและขาเริ่มมีแรง และเริ่มใช้งานได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็น ของแขนขาด้านปกติ

4. เด็กหญิงแอนพิการซ้ำซ้อน พูดไม่ได้ ไม่ได้ยินเสียง จะอยู่ไม่ินิ่งอยู่ตลอดเวลา ทำร้ายพ่อแม่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ได้มีโอกาสให้หลวงปู่รักษาประมาณ 1 สัปดาห์ มีอาการสงบลงกว่าเดิมประมาณ 50 เปอร์เซ็น สามารถเปล่งเสียงได้ชัดเจนขึ้น

5. ร.ต.ต. อำนาจ ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต แพทย์นัดอีก 2 เดือนผ่าัตัด และได้ให้หลวงปู่รักษาประมาณ 1 เดือน แล้วไปให้แพทยคนเดิมตรวจ ผลปรากฏว่า ต่อมลูกหมาก มีอาการปกติ ไม่ต้องผ่าตัด

6. นายศิลป์ สูบบุรี่วันละ 2 ซอง เป็นเวลาหลายสิบปี เจ้าตัวต้องการเลิกสูบบุหรี่ ได้มาหาหลวงปู่ใ้ห้ช่วยรักษา หลวงปู่ได้รักษาอยู่ 3 สัปดาห์ นายศิลป์เลิกบุหรี่ได้โดยเด็ดขาด

7. อ.สังวาลย์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแ่ห่งหนึ่งใน จังหวัดลพบุรี ติดสุรา จะต้องดื่มทุกวัน วันละ 1 กลม มาเป็นเวลา หลายสิบปี ได้ให้หลวงปู่รักษา อยู่ประมาณ 1 เดือน และสามารเลิกดื่มสุราได้โดยเด็ดขาด


และ อ.นงนุชบอกว่า หลวงปู่ให้ช่วยคนที่ติดสิ่งเสพติดทุกประเภท โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ต้องช่วยเหลือเป็นอันดับแรก ผู้ปกครองท่านใด ที่มีบุตรหลานติดสารเสพติด ติดเกมส์ ใ้หรีบพามารักษา


8.นางสมพงษ์ สอนสันต์ เป็นคนจังหวัดสุรินทร์ (083-380-3973)
ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ค่าน้ำตาลอยู่ในระดับ 500 กว่า ตาเริ่มมองไม่เห็น นิ้วเท้าเน่าเปื่อย โรงพยาบาลที่รักษาอยุ่บอกว่าหากไม่ดีขึ้นจะต้องตัดทิ้ง ได้มารับการรักษา 5 ครั้ง อาการทางสายตาปกติ นิ้วเท้าที่เน่าเปื่อยหายปกติ ค่าน้ำตาลลดเหลือ 150 -200 เศษๆ แต่สิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ ในการรักษาทางจิต โดยการสวดมนต์ ไหว้พระ เจริญกรรมฐาน ในการรักษาทางกาย โดยเลือกรับประทานอาหารที่เน้นผัก/ผลไม้ ลดอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ และออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย
รวบรวมข้อมูลและถ่า่ยภาพโดย รศ.ดร.วิทยา ตรีโลเกศ นักวิจัย (089-606-6336)



9. คุณธนวัต นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่ 2 มีอาการปวดแสบปวดร้อนบนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา
ผิวหน้าหยาบกระด้างคล้ายกระดาษทรายเบอร์ 0 รักษาแพทย์แผนปัจจุบัน จากโรงพยาบาลชื่อดัง 3 ปีเศษ อาการดังกล่าวยังไม่หาย จนกระทั้งมีโอกาสได้มาพบหลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านเมตตารักษาให้ โดยบริกรรมน้ำมันมะพร้าวแล้วทาไปบนใบหน้าพร้อมกับเป่าทั่วบนใบหน้า 3 ครั้ง อาการปวดแสบปวดร้อนหายไปและผิวหน้าที่หยาบกระด้างกลับคืนสู่สภาพผิวปกติเหมือนคนทั่ว ๆ ไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณา โทร 084-907-5290 เวลา 09.00-20.00 น.

10. ดร.ขัตติยา ด้วงสำราญ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนนทบุรี และเป็นอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ท่านอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ปกติท่านจะเป็นคนผิวแห้งมาก ๆ โดยเฉพาะใบหน้าจะดำกร้าน มีรอยเหี่ยวย่นมาก ถึงแม้จะใช้ครีมบำรุงยีห้อดัง ๆ ราคาแพง ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต่อมาได้พบกับ ดร.นงนุช โดยบังเอิญ ซึ่งจะต้องประชุมร่วมกัน (ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.นงนุช ท่านเห็นใบหน้าดำกร้าน ท่านจึงให้น้ำสมุนไพรมา แต่ลืมถามว่าให้ไปทำอะไร เลยเอาไปล้างหน้าและอาบโดยผสมในอ่างน้ำ (กลิ่นหอม มาก ๆ ค่ะ) 1 เดือนผ่านไป ผิวที่เคยดำกร้านและเหี่ยวย่นกลับสู่ความเรียบเนียนและชุ่มชื่นอย่างอัศจรรย์ (ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ดร.ขัตติยา ด้วงสำราญ 086-565-1400)

หากท่านสนใจ ลองปรึกษาท่านอาจารย์นงนุช สุระเสน ได้ที่เบอร์ 089-693-3351


ที่มา : อ.นงนุช รักษาทุกโรคด้วยพลังจิต


หมายเหตุ : 1.อีกช่องทางหนึ่ง ที่สามารถติดตามข่าวสารและติดต่ออาจารย์นงนุชได้คือที่ : รักษาโรคผ่านญาณหลวงปู่เทพโลกอุดร "อาจารย์ ดร.นงนุช" ยอดหมอญาณทิพย์,  ห้อง อ.นงนุช รักษาโรคด้วยญาณ
2.สำหรับท่านที่คิดจะไปสนับสนุนเจ้าของเวบญาณทิพย์ ขอให้พิจารณาหาข้อมูลให้ดีก่อน เจ้าของเวบบางท่าน และผม (เจ้าของเวบนี้) รู้ซึ้งดี

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ภาวนารักษาโรคมะเร็ง

เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ ข้าพเจ้ารับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์กองทัพภาคที่ ๒ ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ได้ป่วยเป็นโรคทางเดินปัสสาวะ จึงไปรับการรักษาตัวที่ รพ.ค่ายสุรนารี หมอรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล และระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าก้อนเนื้อแข็งเป็นไตแข็งอยู่ใต้ใบหูด้านขวา เมื่อเห็นว่าอาการโรคทางเดินปัสสาวะทุเลาลงแล้ว จึงได้ขอร้องให้หมอช่วยทำการผ่าตัดออกให้ โดยที่ตัวเองและหมอก็ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร

พันโท นายแพทย์ วณิช จึงได้ทำการผ่าตัดและได้จัดส่งก้อนเนื้อนั้นไปโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ทำการตรวจอีกครั้งว่าเป็นโรคอะไร ครั้นต่อมาทาง รพ.พระมงกุฎฯ ได้แจ้งไปว่า ก้อนเนื้อนั้นมีเชื้อมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง ข้าพเจ้าจึงถูกส่งตัวมารักษาโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ด่วน เพื่อรับการรักษาต่อ ทางโรงพยาบาลได้รีบทำการผ่าตัดด่วนที่สุดบริเวณใต้ใบหูอีกครั้งหนึ่ง ได้อยู่ รพ.พระมงกุฎฯ ๒ เดือน ก็ได้ออกจากโรงพยาบาล โดยได้รับการฉายแสง ๑๐ ครั้ง

อยู่ต่อมาอีก ๒ ปี คือในปี พ.ศ.๒๕๒๖ ข้าพเจ้าย้ายมารับราชการที่กองทัพภาคที่ ๑ ใบหูด้านขวาของข้าพเจ้าก็เปื่อยมีเลือดและน้ำเหลืองไหลออกมา และมีอาการคันอย่างยิ่ง แสดงว่าโรคมะเร็งได้กำเริบขึ้นมาอีก ผ่าตัดถึง ๒ ครั้งแล้วก็ยังไม่หาย หมอที่กองทัพภาคที่ ๑ ได้แนะนำให้เข้ารพ. ด่วนที่สุด อาจารย์สมใจ กอรป-สิริพัฒน์ บุตรสาวของข้าพเจ้า ได้พาไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เพื่อทำการรักษา เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่าที่ใต้ใบหูของข้าพเจ้านั้น ไม่มีส่วนใดที่จะให้ผ่าตัดอีกแล้ว ถ้าผ่าอีกทีก็ต้องตัดใบหูทิ้ง ถ้ามันจะหายเพราะการผ่าตัด มันคงจะหายไปแล้ว หากเข้าไปโรงพยาบาลอีก ก็จะมีแต่ตายกับตายลูกเดียว เพราะมะเร็งไม่เคยไว้ชีวิตใคร

ข้าพเจ้าคิดว่า ไหนๆ จะตาย ก็ไปตายที่วัดดีกว่า ขณะนั้นทางกองอนุศาสนาจารย์ กำลังจัดส่งอนุศาสนาจารย์ระดับยศ พันโทลงไป ให้ไปฝึกกรรมฐานรุ่นแรกกับพระครูภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ข้าพเจ้าไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ที่จะต้องไปฝึกกรรมฐาน แต่ก็ได้ตกลงใจสมัครไปฝึกกรรมฐานร่วมกับคณะด้วย เพื่อรักษาโรคมะเร็งที่กำลังคุกคามอยู่

เมื่อไปถึงวัดอัมพวัน หลวงพ่อเห็นว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคมะเร็ง จึงจัดกุฏิที่พักให้เป็นพิเศษ ไม่ต้องพักรวมกับหมู่คณะ อยู่คนเดียว เป็นกุฏิหลังเล็กๆ ด้านท้ายวัด และได้เริ่มทำการฝึกกรรมฐานในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๖ เวลา ๑๓.๓๐ น. กิจเบื้องต้นในการฝึกกรรมฐาน คือ
๑. สมาทานศีล ๘ ร่วมกับคณะอนุศาสนาจารย์ที่ร่วมกันฝึก
๒. ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เห็นธรรมที่ควรรู้ควรเห็นตามสมควรแก่การปฏิบัติ
๓. ตั้งจิตอธิษฐานถือมังสวิรัติ (กินเจ) ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งทางวัดรับทำอาหารเจให้ สำหรับผู้ต้องการทานอาหารเจ

เนื่องจากตนมีโรคร้ายเบียดเบียน คือ โรคมะเร็ง ขณะเข้าปฏิบัติกรรมฐานมีแผลที่บริเวณหูด้านขวา มีน้ำเหลืองน้ำหนองและเลือดที่ช้ำเลือดช้ำหนองไหลออกตลอดเวลา บางครั้งเอาแก้วมารองรับเลือดที่ไหลออกมา ซึ่งหยดติ๋งๆ เลือดไหลออกมาจนเต็มแก้ว มีอาการปวดแผลมาก จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยบุญบารมีที่ได้ทำมาในอดีตและกุศลกรรม คือการภาวนาที่จะได้บำเพ็ญต่อไปนี้ จงดลบันดาลขอให้ตัวเองหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังเป็นอยู่ด้วย

ข้าพเจ้าและคณะได้ทำการฝึกกรรมฐานตามตารางที่ท่านกำหนดให้ เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ น. จนกระทั่งเวลา ๒๔.๐๐ น. ทุกๆ วัน มีการเดินจงกรม สวดมนต์ แผ่เมตตา นั่งสมาธิ ฟังธรรม ฟังการบรรยายธรรมจากหลวง-พ่อสลับกันไป ตลอด ๑ วัน ๑ คืน

ผลที่ปรากฏทางร่างกายในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๖ ข้าพเจ้ารู้สึกเบาเนื้อเบาตัว อาการปวดตามข้อตามร่างกายหายไป รู้สึกมีอาการปวดหน่วงๆ ที่ขาเหนือหัวเข่าด้านซ้าย จึงเปิดผ้ากางเกงที่คลุมอยู่ดู รู้สึกตกใจมาก เพราะมีเลือดสีดำไหลไปรวมกันอยู่บริเวณขาเหนือข้อพับหัวเข่า มีบริเวณที่เป็นเลือดสีดำคั่งอยู่ประมาณเท่าฝ่ามือ เป็นโลหิตสีดำอย่างดินหม้อน่าเกลียดมาก จากการปวดหนักหน่วงตามขาด้านซ้ายบริเวณที่เลือดคั่งอยู่ จึงได้มากราบเรียนให้หลวงพ่อทราบและเปิดขาให้หลวงพ่อดู รวมทั้งเพื่อนอนุศาสนาจารย์ก็ได้ดูด้วย หลวงพ่อท่านดูแล้วก็บอกว่า “โรคผุด” โรคจะหาย คือ โรคที่อยู่ในร่างกายเรานี้ มันไหลไปรวมกันอยู่ในที่เดียว คือ ในที่เราเห็นนั้น ต่อไปอาการที่ดำนี้ก็จะหายไปเอง แต่ต้องทาน้ำมันกินยาช่วย หลวงพ่อก็ไปจัดน้ำมันมนต์และจัดยามาให้ทาน

หลังจากทานยาเม็ดที่หลวงพ่อให้แล้ว มีอาการมีก้อนเนื้อเล็กๆ ผุดขึ้นตามร่างกายทั่วไป มีอาการคันมาก เมื่อก้อนเนื้อผุดขึ้นมาเป็นผื่นแล้วก็แตก มีน้ำเหลืองไหลออกเล็กน้อย แล้วก็แห้งหายไปและหายคัน อาการเป็นอยู่เช่นนี้จนถึงวันเสร็จสิ้นการฝึกกรรมฐาน อาการที่ว่านี้จึงทุเลา และอาการปวดแผลนั้นก็ทุเลาหายไป สำหรับบริเวณที่เหลือไปคั่งอยู่เหนือหัวเข่านั้น ต่อมาก็มีน้ำเหลืองไหลซึมออกมาตามเส้นที่ใต้ข้อพับหัวเข่า โดยที่ไม่มีแผล แต่ก็มีน้ำเหลืองไหลออกมามาก จนขากางเกงเปียกเพราะน้ำเหลืองไหลออกมามาก ไหลอยู่หลายวันก็หายไปเอง แผลที่หูก็พลอยแห้งหายไปด้วย และก็หายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นับว่าข้าพเจ้ารอดตายจากโรคมะเร็งได้อย่างประหลาดมหัศจรรย์ เพราะบารมีหลวงพ่อชุบชีวิตให้ใหม่

ผลที่ปรากฏทางจิตใจ การฝึกจิตวันที่ ๑๒ – ๑๓ กันยายน ๒๕๒๖ มีทุกขเวทนามาก อารมณ์ส่ายมาก นอกจากนั้นจิตยังติดการภาวนาแบบ “พุทโธ” ที่ตนเคยปฏิบัติอยู่ประจำ
ในวันที่ ๑๔ – ๑๕ กันยายน ๒๕๒๖ เดินจงกรมดีขึ้น การนั่งสมาธิคล้ายคนเอาเข็มมาแทงตัวจนสะดุ้งและมีอาการคล้ายมดไต่ไปตามตัว จนต้องเอามือจับออก แต่ก็ไม่มีอะไร
ในวันที่ ๑๖ – ๑๗ กันยายน ๒๕๒๖ ทุกขเวทนาน้อยลง จิตดิ่งเข้าสู่ความสงบดี มีอาการวูบลงเหมือนตกเหว มองเห็นตัวเอง เห็นทองตัวเองพองขึ้นยุบลง เวลาจิตเคลื่อนออกจากสมาธิออกตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ตรงเวลาทุกครั้ง และอาการที่จิตถอนออกจากสมาธินั้น เหมือนสิ่งที่จมน้ำอยู่แล้วลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อดูเวลาแล้วก็ปรากฏว่าตรงกับเวลาที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะออกก่อนนั่งสมาธิ

วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๖ เป็นวันที่ครบกำหนดการฝึกกรรมฐาน และจะออกการฝึกกรรมฐาน วันนั้นเวลา ๐๕.๓๐ น.ข้าพเจ้าได้ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศล ณ กุฏิที่พัก ให้แก่บิดา มารดา บุตร ภริยา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยเคารพนับถือที่ล่วงลับไปแล้ว โดยระบุชื่อทุกคนที่แผ่ส่วนกุศลให้ เมื่อแผ่ส่วนกุศลระบุชื่อ “พระธรรมนิเทศทวยหาญ” หัวหน้าอนุศาสนาจารย์คนแรก ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับตนเอง คือ

ตัวเองรู้สึกมีอาการขนลุก ขนพอง ตื้นตันใจ น้ำตาไหลพราก สะอื้นขึ้นเองเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงกับร้องไห้ โดยมีอาการเป็นไปเอง ตัวเองบังคับตัวเองไม่ได้ แล้วตนเองก็เปล่งวาจาขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า “ทุกข์ทรมานมานานแล้ว พึ่งจะหมดทุกข์หมดเวรวันนี้ ขอขอบใจที่แผ่ส่วนกุศลให้” แล้วตนเองก็ฟุบหมอบลงไปที่หมอน หมอบอยู่นานจึงมีอาการเข้าสู่ภาวะปกติ และแล้วก็ได้ลุกขึ้นแผ่ส่วนกุศลให้บุคคลอื่นต่อไป


เรื่องนี้ ได้เล่าอาการที่ปรากฏให้หลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิคุณทราบ ท่านบอกว่า ที่เราแผ่ส่วนกุศลไปนั้น แสดงว่าคนที่เราแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาได้รับส่วนบุญ และตัวเราเองก็จะหมดเวรหมดกรรมหมดทุกข์ร้อนเสียที และในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๖ เป็นวันที่เราออกจากรรมฐาน สมาทานศีล๕ ทำบุญร่วมกัน ถวายผ้าป่า และได้กราบลาหลวงพ่อกลับต้นสังกัด

สำหรับข้าพเจ้านั้น ก็รอดตายมาเพราะการภาวนาที่วัดอัมพวัน โดยหลวงพ่อเป็นผู้ฝึกกรรมฐานให้เมื่อกลับจากการฝึกกรรมฐาน ตนเองสามารถมาทำงานที่กองทัพภาคที่ ๑ ได้ตามปกติ ไม่ต้องมีต้องมีการลางานและเข้าโรงพยาบาลกันอีก หูที่เป็นแผลเน่าเปื่อยก็หายไป ใครที่เห็นหูข้าพเจ้าเปื่อยและหายได้ ต่างก็อัศจรรย์กันทุกคน เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๓ นี้ ข้าพเจ้าไปงานสมโภช ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ ของพระราชสีมา-ภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ณ วัดพรหมราช อ.ปักธงชัย พระศรีธรรมาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ได้มาขอจับดูหูของข้าพเจ้าว่าหูของข้าพเจ้าหายจริงๆ หรือ

คนที่เป็นมะเร็งในระยะแรกนั้น อาจจะรักษาโดยวิธีผ่าตัดได้ แต่สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งมากแล้วนั้น ยากที่จะรักษาให้หายขาดได้ มีแต่ตายกับตายลูกเดียว คุณไพเราะ ทสยันไชย ภริยาของข้าพเจ้า เป็นมะเร็งทีหลังข้าพเจ้า ก็ตายเพราะโรคมะเร็ง หลังจากที่รู้ว่าเป็นมะเร็งเพียง ๒ เดือน พันโท วณิชฯ ซึ่งเป็นแพทย์ผ่าตัดของข้าพเจ้าที่ รพ.ค่ายสุรนารีนั้น ก็ตายเพราะโรคมะเร็ง สำหรับข้าพเจ้าที่รอดตายมาได้จนถึงขณะนี้ เพราะบารมีของหลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิคุณโดยแท้ มีชีวิตเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ เพราะตั้งแต่ข้าพเจ้าไปภาวนารักษาโรคมะเร็งที่วัดอัมพวัน ข้าพเจ้าก็ถือมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์มาตั้งแต่บัดนั้น ชีวิตเลือดเนื้อของข้าพเจ้าในขณะนี้ จึงเป็นชีวิตใหม่ เลือดเนื้อใหม่ ไม่ใช่เลือดเนื้อที่ปนด้วยเนื้อสัตว์


ที่มา  : เรื่องภาวนารักษาโรคมะเร็ง โดยพันเอกวิโรจน์ ทสยันไชย หนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 4; ดาวส์โหลดหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 4

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โอสถปริตร (พระคาถาสักกัตวา)

สักกัตตะวา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
เพราะทำความเคารพพระพุทธรัตนะ อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา
เป็นประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เม
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป ขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี

สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
เพราะทำความเคารพพระธรรมรัตนะ อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
เป็นเครื่องระงับความกระวนกระวาย ด้วยเดชแห่งพระธรรมรัตนะ
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เม
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป ขอภัยทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี

สักกัตตะวา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
เพราะทำความเคารพพระสงฆรัตนะ อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา
เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เม
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป ขอโรคทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี


(ไม่ต้องสวดคำแปลนะครับ เพียงแต่พิมพ์ให้ทราบว่าอาศัยอำนาจพระบารมีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ)
 
ผู้ใดหมั่นสวดพระคาถานี้จะระงับโรคภัยไข้เจ็บ จะอายุยืนยาว ใช้เสกยากินแก้โรคได้ และถ้าผู้ใดสวดเจริญอยู่เป็นนิจ นอกจากปราศจากโรคภัยแล้ว ยังแคล้วคลาดจากภัยต่างๆ เช่น โจรภัย, ฯลฯ เป็นต้น
 
หมายเหตุ : สวดให้ตนเองลงท้ายด้วย เม สวดให้คนอื่ีนลงท้ายด้วย เต
 

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

หมอรักษาพระ

อาจารย์ท่านนี้ ท่านจะเก่งเรื่อง
การจัดกระดูกให้เข้าที่
การเรียงเส้นกล้ามเนื้อ
การเรียงเส้นเลือด
การเรียงเส้นลม
การเรียงเส้นประสาท

นอกจากนี้ ท่านยังสามารถ
เปิดเส้นเลือด
เปิดเส้นลม
เปิดเส้นประสาท เพื่อให้สามารถสั่งงานร่างกายส่วนที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

สถิติล่าสุด รักษาพระ นั่งรถเข็ญ มา 27 พรรษา ให้เดินได้ ด้วยการรักษาแค่ 2-3 ครั้ง เท่านั้นเอง

สำหรับท่านที่เป็นโรคนกเขาไม่ขันนั้น
ขออนุญาตตอบเฉพาะทาง PM เท่านั้น ไม่ว่ากันนะครับ

ส่วนค่ารักษานั้น ถูกยิ่งกว่าถูกครับ
"ตามจิตศรัทธา เท่าไรก็ได้ ไม่ให้ก็ได้"


ผมเรียกอาจารย์ท่านนี้ว่า "หมอรักษาพระ"
เพราะแรกๆ ที่เรียนวิชามาใหม่ๆ ท่านจะรักษาแต่พระ เณร เท่านั้น

คราวนี้ท่านเล่าให้ฟังว่า มีฝรั่งมารักษากับท่านที่ วัดพระราม 9
เขาเป็นโรครักษายาก พอรักษาเสร็จ เขาก็ขอให้ท่านอาจารย์รอซักสองสามวัน
เพื่อรอผลตรวจจากโรงพยาบาล เมื่อผลตรวจออกมา ปรากฏว่าโรคที่เป็นหายเป็นปลิดทิ้ง
ฝรังดีใจมาก ถึงกับบอกว่า

"หมอรู้ไหม คนที่รักษาโรคนี้ได้ ในโลกตะวันตก จะมีค่าตัว เป็น 1000 ล้าน"
แล้วเขาก็มอบเงินให้ท่านอาจารย์ 100,000 บาท
ท่านก็ถวายวัดเป็นผ้าป่า 2 วัดๆละ 45,000 บาท
ท่านเก็บเอาไว้เพียง 10,000 บาทเท่านั้น

"ได้อ่านพบ ข้อความของ คุณลุงมหา กล่าวถึง คุณหมอรักษาพระ ผมก็เลยเดินทางไปทำการรักษา ผลสรุปว่า อาการของผม ดีขึ้น แม้จะยังไม่หาย แต่ก็คิดว่า จะลองไปเล่นเพาะกายอีก หลังจากหยุดมาเกือบจะ 2 เดือน จนเริ่มอ้วนขึ้นมาบ้างแล้ว

ผมอายุ 47 หลังจากเล่นเพาะกายมา 1 ปี+ การเลือกกินอาหาร หุ่นจากขาหมูพะโล้ ตอนนี้ก็เกือบๆนายแบบเกาหลี (แต่หน้าแก่มากไปหน่อย)

ประวัติ การเรียนวิชา ของคุณหมอรักษาพระ ผมไม่สามารถเล่าได้ ด้วย เหตุผล 2 ข้อ
1. ไม่ได้ขอคุณพ่อไว้
2. ต้องมีคนมาหาว่าโม้ (เพราะพิศดารพันลึก)

ขอเล่าถึงผู้ใจบุญที่ทำให้ หลายๆท่านได้มีโอกาศรักษาตัว
ท่่านเป็นผู้บริหาร ของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง
ญาติของท่านเป็นอัมพฤกษ์ ได้รักษากับคุณพ่อแล้วดีขึ้น
ส่วนตัวท่านเอง ก็มีโรคเบาหวาน น้ำตาลก็ลดลงไปมาก ท่านก็เลย ให้บ้านหลังที่คลอง 3 ไว้เป็นที่พักของคุณพ่อหมอ ไว้เวลาขึ้นมา กทม พร้อมทั้งติดแอร์ จ่ายค่าน้ำไฟ ใครไปรักษาตอนนี้ก็ นอนสบายแอร์เย็นฉ่ำ"


การรักษาของ"หมอรักษาพระ"นั้น ท่านมีกฏเกณฑ์ ที่เข้มงวดของท่านอยู่ว่า

1.การรักษาของท่าน ต้องรักษา อย่างน้อย 2 ครั้ง
2.ครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 นั้นจะห่างกันได้ 6-8 วัน (ส่วนมากจะเป็น 7 วัน)
3.การรักษาครั้งที่ 3 จะเว้นห่างจากครั้งที่ 2 นานเท่าไรก็ได้ ตามความสะดวก

เหตุผลก็เพราะว่า การย้ายเส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นลม เส้นประสาท ในร่างกายมนุษย์โดยไม่ต้องผ่าตัดนั้น ต้องทำโดยการถ่ายธาตุไฟ จากหมอผู้รักษาเข้าไปยังตัวผู้ป่วย เพื่ออุ่นผังผืดที่ยึดจับ เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นลม เส้นประสาท ก่อน แล้วจึงใช้การนวด เพื่อย้ายเส้นเหล้านั้นไปสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง ตามธรรมชาติมาตรฐานของมนุษย์ ต่อไป

ในท่านที่ป่วยมานาน ในท่านที่ป่วยมาก การย้ายในคราวเดียว ทำไม่ได้
เพราะร่างกายมนุษย์ไม่สามารถรับธาตุไฟเข้าไปในตัวให้พอเพียงในคราวเดียวได้
เพราะการปรับสมดุลธาตุนั้น ต่องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

และการที่เส้นต่างๆ ย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ผิดจากเดิมมากๆ
ก็ไม่สามารถย้ายกลับเข้าสู่ตำแหน่งในคราวเดียวได้
เพราะผู้ป่วยจะเจ็บมากเกินไป จึงต้องมีการแบ่งการรักษา ออกเป็นหลายๆ ครั้ง

และขอเตือนท่านที่จะนำญาติพี่น้อง ที่เป็นอัมพฤก อัมพาต มารักษา
ให้โทรนัดล่วงหน้าก่อนเสมอ เพราะท่านอาจารย์จะเปลืองแรงและอ่อนเพลียมาก
และไม่ควรพามาในวันทีมีผู้ป่วยมารักษาจำนวนมากๆ

สำหรับญาติธรรมที่ อยู่ในภาคอีสาน หรือ ท่านที่ต้องการไปรักษาโดยด่วน
ท่าน อาจารย์ หมอรักษาพระ ท่านมีบ้านพักอยู่ใกล้ตัวเมือง จ.กาฬสินธุ์

ปากซอย เป็นพิกัด

16°27'3.64"น
103°29'43.70"ตะวันออก

ปากซอยมีป้ายบอกว่า "วัดป่ามัชฌิมาวาส"
เข้าซอยไปประมาณ ๑ กิโลก็น่าจะใกล้เคียง อยู่ฝั่งขวามือ



ขอบคุณและรวบรวมข้อมูลมาจาก : ขอหยุดภัยพิบัติเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ตอน “แม่หมอเทวดา” หน้าที่ 3 และ 4


สำหรับเบอร์โทรของหมอรักษาพระหรือคุณหมอสมพงษ์ สามารถสอบถามที่คุณลุงมหา (เวบพลังจิต) หรือสอบถามผม (เจ้าของเวบนี้) ได้ที่อีเมล์ : metharung@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

แม่หมอเทวดา

เมื่อผมถามไปถามมาจนรู้ แม้มีโอกาสจะถามท่านอาจารย์วันชัยโดยตรงก็มีเหตุแคล้วคลาด อยู่เสมอ
ผลสุดท้ายก็ให้ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์วันชัยที่สนิทกับผมมากๆ ถามให้ จนได้ชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของ “แม่หมอเทวดา” มาได้

ครั้นพอผมเดินทางไปครั้งแรก ก็เกิดอุปสรรคมากมาย เพราะ“แม่หมอเทวดา” นั้น ท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ท่านมีความรู้ ความเข้าใจแบบชาวบ้าน

การพูดจาสอบถามทางโทรศัพท์นั้น เป็นเรื่องที่ยากมากๆ จนแม้แต่ผมก็สับสนจนแทบจะท้อ เกือบๆจะเดินทางกลับก็หลายหน

คิดว่า ครั้งหน้าค่อยมาใหม่ ด้วยความอดทน ก็ดั้นด้นไปหาท่านจนเจอ

เมื่อเจอแล้ว ถึงได้เข้าใจว่า ปัญหามาจาก เจ้ากรรมนายเวรปกปิดซ่อนเร้นและ “แม่หมอเทวดา” ท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ จึงพูดจาภาษาชาวบ้าน จึงยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้

หลังจากผมได้พบเจอท่านแล้ว ผมก็พาญาติพี่น้อง ตลอดจนครูบาอาจารย์พระสายธรรมยุติที่ผมเคารพนับถือ ไปรักษากับท่านหลายราย

เมื่อผมได้เรียนท่านอาจารย์ทิพากร รินไธสงค์ ตั้งแต่ครั้งที่ไปสร้างหลวงพ่อทันใจที่ วัดป่าปานนิมิต เขตภูเขาควาย ประเทศ สปป. ลาว

ท่านก็อนุญาตให้เผยแพร่ในหมู่ญาติธรรมพระใหญ่ได้ ท่านก็บอกว่า

ให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยอะไรได้ก็ช่วยเลย

ตั้งแต่นั้นมา เจอญาติธรรมพระใหญ่ชัยภูมิที่เจ็บไข้ได้ป่วย ผมก็บอก ก็จดเบอร์โทรศัพท์ ของ “แม่หมอเทวดา” ให้

พร้อมบอกเบอร์โทรของผมให้ไปด้วยกันความผิดพลาด

ครูบาอาจารย์ธรรมยุติที่ผมพาไป ท่านก็ขออนุญาต “แม่หมอเทวดา” ว่า ถ้าลูกศิษย์ลูกหา หรือเพื่อนพระของท่านเจ็บป่วย

ก็จะโทรมาบอกพร้อมจดชื่อ-นามสกุล วันเดือน ปี เกิด และโอนเงินค่ายา ค่าส่งยามาให้ด้วย “แม่หมอเทวดา” ท่านก็อนุญาต

ครูบาอาจารย์ธรรมยุติ ท่านก็เลยช่วยจัดหายาจาก “แม่หมอเทวดา” ไปช่วยรักษา ช่วยชีวิตคนได้เป็นจำนวนหนึ่ง



ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า

มีคนเป็นโรคตับระยะสุดท้ายบ้านอยู่ติดกันสองคน หนึ่งในสองมารับยาจากท่านไปต้มกินก็หายจากโรคได้กลับมาใช้ชีวิตตามปรกติ

อีกคนไม่เชื่อไม่ได้มารับยาจากท่านก็ตายไปตามเวรตามกรรม

คนที่รักษาหายเห็นท่านเมื่อไร จะเข้ามากราบอยู่เสมอ บอกว่า ครูบาอาจารย์ให้ชีวิตใหม่กับผม เขาว่าอย่างนั้น

ท่านยังเล่าเรื่องราวของคนป่วยอื่นๆอีกหลายราย มีทั้งที่เชื่อ และไม่เชื่อ มีทั้งที่มารับยาและไม่มารับยา

ปัจจุบันท่านเร่งความเพียรอย่างหนัก ก็เลยซาๆไป เรื่องรักษาคน

แม่หมอเทวดา ท่านนี้ท่านมีความเกี่ยวพันในอดีตชาติใกล้ชิดกับ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ท่านจึงได้รับพรจากเบื้องบน ให้รักษาคนได้

สำหรับท่านที่ต้องการ รักษาโรค หรือพาญาติของท่าน หรือจะเผื่อแผ่ผู้ป่วยท่านอื่นๆ ก็ตามสะดวกกันนะครับ


รายละเอียด วิธีการ ขั้นตอน ค่าใช้จ่ายในการรักษา

1. ขอให้เดินทางไปรับการรักษากับ “แม่หมอเทวดา” ที่บ้านของท่านด้วยตัวผู้ป่วยเอง
หรือถ้าไม่สะดวกต้องให้ ญาติสนิท พ่อ แม่พี่ น้อง บุตร ภรรยา สามี ครูบาอาจารย์ ไปขอรับยาแทนเท่านั้น

2. ถวายขันห้า เทียน 5 คู่ ดอกไม้ขาว 5 คู่ (จะให้ดี ดอกบัวขาว หรือ ดอกมะลิ) นำไปขอรับการรักษา
โดยนำไปใส่ขันใบใหญ่ที่ “แม่หมอเทวดา” จัดเตรียมไว้
พร้อมเงินค่าครู 5 บาทต่อการขอรักษาต่อ 1คน ห้ามขาด ห้ามเกิน
บอกพร้อมกับเขียน วันที่ ชื่อ ที่อยู่ของผู้เข้ารับการรักษา พร้อมลงชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
ตามสมุดเยี่ยมที่ท่านเตรียมไว้ให้ ท่านจะรับแขกเกือบทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่วันพระ

3. การรับยา จะรับพร้อมกับ การจ่ายค่ายา ค่ายา 320 บาทต่อค่ายา 1 ชุด ยา 1 ชุด มีประมาณ 16 มัด
(มัดที่จะต้มดื่มมัดสุดท้าย จะแตกต่างจากมัดอื่นๆ นอกนั้นจะเหมือนกันหมด)
ใช้ต้มดื่มแทนน้ำ ระยะการเปลี่ยนยา 7 วัน หรือ 8 วัน โดยห้ามไม่ให้เริ่มต้มยาวันพระ และห้ามเปลี่ยนยาวันพระ
ถ้าวันที่ 7 เป็นวันพระ ให้เลื่อนไปเปลี่ยนยาไปอีก 1 วัน คือวันที่ 8

4. “แม่หมอเทวดา” ท่านจะบอก ท่านจะอธิบายว่า ยาของท่านไม่ใช่ ยารักษา แต่เป็น “ยาขอหาย”

ไม่ว่าท่านจะเป็นโรคอะไร ก็ขอให้ท่าน อธิฐาน ขอหายโรคนั้นๆ เอาเอง

“แม่หมอเทวดา” ท่านจะบอกว่า (ท่านจะดูด้วยญาณของท่านเอง) ท่านที่เข้ามาขอรับการรักษา

เป็นโรคอะไร มีสาเหตุมาจากอะไร

เกี่ยวข้องกับ เจ้ากรรม นายเวรอะไร อย่างไร
อาการของท่านอยู่ในขั้นไหน ระดับไหน
ถ้าไม่เข้ารับการรักษาจะเป็นอย่างไร ถ้ารักษาจะเป็นอย่างไร


“แม่หมอเทวดา” ท่านจะบอกว่า จะหายไม่หาย จะหายยากหายช้า หรือไม่หาย
ก็จะรู้กันภายในระยะเวลาที่ ดื่มยาของท่านจนหมดนี่ละ ยา 16 มัดๆละ 7 วัน ก็จะประมาณ 112 วัน

“แม่หมอเทวดา” ท่านจะบอกว่า โรงพยาบาลต่างๆมียามากมาย แต่ที่รักษาไม่ได้เพราะเป็น โรคกรรม

แม้บางท่านได้ยาสมุนไพรมา ก็ได้ไม่ครบเพราะขาด ส่วนของเจ้าของยา ขาดผู้ทำการรักษา ก็คือขาดหมอยานั่นละครับ
ท่านบอกว่า ต้องมีเจ้าของยา ต้องมีหมอยา เป็นผู้มอบยาให้ เพราะตัวยานั้น ต้องมาจากผู้รักษา มาจากเจ้าของยา
มาจากหมอยา ว่า ท่านนั้นๆมีบุญบารมีในการรักษาผู้คนหรือไม่
ถ้าท่านไปหาซื้อยามาต้มกินเอง มันก็ไม่หายขาดจากโรค เพราะขาดส่วนสำคัญคือ หมอยา

“แม่หมอเทวดา” ท่านจะบอกว่า หายไม่หาย ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยเอง

ถ้าปฏิบัติตามข้อห้ามของโรคแต่ละโรค และดื่มยาจนหมด หายจากโรคแน่นอน


5. ส่วนการห้ามอื่นๆ ก็ได้แก่ การห้ามทาน มังสังสิบ และห้ามทานข้าวทานน้ำในบ้านงานศพ ในศาลาสวดศพ ขณะที่ยังตั้งศพอยู่

6. สำหรับท่านที่ปฏิบัติสมาธิภาวนา พร้อม กับ การทำบุญ แผ่อุทิศบุญกุศล ให้เจ้ากรรมนายเวร ก็จะทำให้ การรักษาได้ดี ได้เร็วยิ่งขึ้น


ตัวอย่างที่ผมได้นำพา คนป่วยเป็นมะเร็ง ไปรักษา

อาหารที่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง พึงละเว้น พึงงดคือ

1. กลุ่มเนื้อสัตว์ทั้งหลาย

2. กลุ่มยาเสพติดทั้งหลาย น้ำอัดลมทุกชนิด เครื่องดื่มบำรุงกำลังทุกชนิด

3. เนื้อปลาที่ทานได้ๆแก่ ปลาที่คนเลี้ยงขายได้แก่ ปลานิล ปลาใน ปลาขาว ปลาตะเพียน ปลาทับทิม ปลานกแก้ว ปลาร้าทานได้แต่ส่วนที่เป็นน้ำที่ผสมอาหารเท่านั้น

4. เนื้อปลาที่ทานไม่ได้ๆแก่ กลุ่มปลาขนาดเล็ก เช่นปลาซิว ปลาสร้อย ปลาร้า(ส่วนที่เป็นเนื้อ) ปลาไม่มีเกล็ดต่างๆ และไข่ปลาต่างๆ

5. กลุ่มผลไม้ที่ทานไม่ได้ ได้แก่ ทุเรียน มะพร้าว ขนุน กล้วย และ ผลไม้ที่เป็นเครือไม้เลื้อย เช่น องุ่น

6. กลุ่มผักที่ทานไม่ได้ ได้แก่ ผักที่เป็นกอ เป็นเครือ ที่แตกหน่อได้ ที่เป็นไม้เลื้อย

7. กลุ่มผักที่ทานได้ ได้แก่ ผักประเภทผักกาด หอม กระเทียม

8. น้ำชา กาแฟ แม้มีผลน้อย งดได้ก็ควรงดเสีย ส่วนนม เครื่องดื่มที่ทรงคุณค่ามากที่สุด ดื่มได้ตามปรกติ


เมื่อศิษย์สายของหลวงปู่โลกเทพอุดร ล้วนมากันแห่มารักษากันที่นี่

เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่บุญบารมีของใคร ของมันก็แล้วกัน ผมก็คงช่วยได้เท่านี้


จากประสบการที่นำพาคนไปรักษาจำนวนมากนั้น โรคที่คนทั่วไปพาคิดว่า รักษายาก รักษาไม่ได้

สามอันดับแรก คือ โรคเอดด์, โรคมะเร็ง และโรคตับนั้น

กลับพบว่า รักษาได้ง่ายและเห็นผล ได้ผลเร็วที่สุด


เท่านี้ก็พอ เป็นแนวทางให้ ท่านที่มีผู้อันเป็นที่รักที่ป่วยไข้ทั้งหลาย หรืแม้แต่ตัวผู้ป่วยเอง ได้พิจารนาได้ไตร่ตรอง


พิกัดบ้านแม่หมอเทวดา
ละติจูด: 13°59'37.39"น
ลองจิจูด: 102°40'31.94"ตะวันออก

ป้ายไม้ หน้าบ้านแม่หมอเทวดา เขียนว่า

"ที่ทำการกองทุนเงิน"
"แม่ของแผ่นดิน บ.ซับม่วง"

"ครัวเรือนต้นแบบหมู่บ้านเศรฐกิจพอเพียง"

"คุ้มเหนือพัฒนาชาวประชาร่วมใจ"


"กลุ่มหมอยาพื้นบ้านและสมุนไพรไทย"
"ศูนย์จำหน่ายเสื่อทอพื้นบ้าน(ไหล,กก)"


เบอร์โทรแม่หมอเทวดา 081-075-1477

ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ...... .....
ผมพาแฟนไปหาแม่หมอแล้วครับตามที่แนะนำ
ท่านเหมือนมีตาเอกซเรย์ เห็นโรคจริงๆครับ
บอกอาการได้ถูกต้องทั้งหมดทั้งที่ไม่ได้เล่าอาการให้รู้ก่อนนะครับ
ขอบคุณครับ


ขอบคุณข้อมูลและรวบรวมข้อมูลมาจาก : ขอหยุดภัยพิบัติเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ตอน “แม่หมอเทวดา” 

หมายเหตุ : รายละเอียดเพิ่มเติม และข้อมูลอีกมากสามารถเข้าไปอ่านได้ตามลิ้งค์ขอบคุณดังกล่าวครับ

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

สูตรยารักษาโรคกระเพาะ จากท่านแม่ชีใหญ่

ขออนุญาตเล่ารายละเอียดก่อนนะค่ะ
* ตอนเด็กๆหนูเคยเอาข้าวไปให้หมากิน ตอนแรกหนูตั้งใจจะเอาข้าวไปให้หมาที่เจ็บขาหนูเลยใส่ยาพาราไปด้วยแต่มันไม่ อยู่หนูก็เลยเอาไปให้กับลูกตัวสีขาวตัวหนึ่งและวันหนึ่งหนูก็ว่าคนแถวบ้าน อุ้นศพของมันไปทิ้ง แต่หนูไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าเขาและด้วยเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยว่าหมากินยา พาราไม่ได้ ต่อมาหนูก็ปวดท้องมีอาการเหมือนโรคกระเพาะเป็นๆหายๆอยู่สองสามปีแล้วก็เป็น อีก หนูคิดว่าเป็นเพราะผลกรรมตรงนี้ทำให้มีอาการปวดท้องอยู่แบบนี้

แต่เมื่อไม่นานมานี้ คืนหนึ่งหนูก็ฝันว่าได้สูตรยาตกลงมาจากท้องฟ้า เป็นสูตรยารักษาโรคกระเพาะซึ่งในฝันผู้ที่ให้สูตรยาแก่หนู
ก็คือ " แม่ชีใหญ่ " หนูก็ดื่มสูตรยานี้จนตอนนี้ก็หายเป็นปกติแล้ว เวลาทานข้าวก็ไม่มีอาการปวดท้องเหมือนคนเป็นโรคกระเพาะแล้ว

** สูตรยาธรรมทานที่หนูเอามาบอกกล่าวต่อทุกท่านในครั้งนี้ หนูขอยกถวายผลบุญทั้งหมดแด่ท่านแม่ชีใหญ่ที่ได้โปรดเมตตาบอกสูตรยานี้แกหนู และ หนูขอแผ่ส่วนบุญทั้งหมดนี้ให้แก่ลูกหมาตัวสีขาวตัวนั้นที่ได้กินข้าวของหนู ไปและตายลงจะด้วยการกระทำของหนูหรือไม่ก็ตาม หนูก็ขอยกส่วนบุญสำเร็จแก่เขาด้วยและหนูก็ขออโหสิแก่กันด้วย

**** สูตรยารักษาโรคกระเพาะของท่านแม่ชีใหญ่


กระชายดำอบแห้ง กับ พุทราอบแห้ง ในสัดส่วนเท่ากัน เอาไปต้มน้ำแล้วดื่มหลังอาหารวันละครั้ง


ขอบคุณที่มา : ขอแจกธรรมทาน สูตรยารักษาโรคกระเพาะ *จากท่านแม่ชีใหญ่ค่ะ